Connect with us

PINGBOOK

KOREA

“กอด” “ปุ๊ ควง คงเดช” โชว์เพลงเปิดงานแบบอบอุ่น (2008-01-29)


จีทีเอช จัดงานเปิดตัวหนังรักเรื่อง “กอด” ของผู้กำกับ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ท่ามกลางบรรยากาศแบบอบอุ่น ที่ห้องออดิทอเรียม ชั้น 21 อาคาร จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส โดยมี ดี.เจ.อ้อย- นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล ตัวแทนความอบอุ่น นำเข้า วีทีอาร์ หนังกอด พร้อมด้วยฟังเพลง “กอด” จากน้ำเสียงทรงเสน่ห์ของ ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ ที่ให้นิยามคำว่ากอดได้อย่างประทับใจ


จากนั้นเป็นการเปิดตัว ผู้กำกับ คงเดช จาตุรันต์รัศมี แบบสุดเท่ เมื่อ คงเดช คว้าไมค์โชว์เพลง “จับมือฉัน” เพลงประกอบหนัง กอด พร้อมด้วยสมาชิก สี่เต่าเธอ ที่กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในรอบ 7ปี


คงเดช เปิดใจทำหนังเรื่องนี้เพื่อบำบัดตัวเอง หลังจากได้ไอเดียความอยากมีและไม่อยากมีของคนมาทำเป็นหนัง แถมยังได้ข้อคิดสุดท้ายว่าแล้วสิ่งที่คนเราต้องการมากที่สุดก็คือ คนที่แคร์เรา ส่วนพระเอก-นางเอก มาลงตัวที่ ตุ้ย กับ กระแต เพราะตุ้ยเป็นพระเอกที่มีเสน่ห์ดูบ้านๆ ส่วนกระแต เป็นผู้หญิงที่มีของ และมีแรงขับดันเดียวกับตัวละคร คือ อยากให้มองเห็นความสามารถหรือสิ่งอื่นๆ มากกว่าสรีระที่เป็นจุดขาย


ทำเอาตุ้ย ปลื้ม ผู้กำกับ ถึงกับอวยว่าคงเดช เป็นผู้กำกับที่สามารถดึงตัวตนเขามาใส่ในหนังได้ และ กระแต เป็นนางเอกที่ทำให้เขาเกร็งทุกครั้ง เพราะเป็นผู้หญิงที่ผู้ชายทุกคนในโลกล้วนอยากอยู่ใกล้ ก่อนปิดท้ายว่า หนังชื่อว่ากอด แต่อย่าหวังว่าจะได้คลุกวงใน เพราะทั้งเรื่องได้กอดกระแตแค่ไม่กี่ฉากเอง


กระแต ฟังแล้วอมยิ้ม แถมยังกล่าวชื่นชมว่า ตุ้ย เล่นเก่งมาก ผู้กำกับสุดยอด ก่อนทิ้งท้ายฝากหนังว่า อยากให้ไปดูหนังเรื่องนี้กัน แล้วจะรู้ว่า กอด ในความหมายของผู้กำกับ คงเดช นั้นเป็นอย่างไร 21 ก.พ.นี้ ทุกโรงภาพยนตร์


ปิดภาพความประทับใจ เมื่อผู้บริหารจีทีเอช วิสูตร พูลวรลักษณ์, จินา โอสถศิลป์ และ CEO จีเอ็มเอ็ม มีเดีย สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา มาร่วมให้กำลังใจ พร้อมเหล่านักแสดง คงเดช, กระแต-ศุภักษร, ตุ้ย-เกียรติกมล ฯลฯ ท่ามกลางบรรยากาศแบบอบอุ่น







สัมภาษณ์นักแสดง


ตุ้ย – เกียรติกมล ล่าทา รับบท ขวาน




บทบาทที่ได้รับในเรื่องกอดเป็นอย่างไร


ในเรื่องนี้รับบทเป็น “ขวาน” คาแร็คเตอร์เป็นคนที่ไม่พอใจในตัวเอง เป็นคนที่ขัดแย้งและมีความคิดซับซ้อนใน


ตัวเองตลอดเวลา อาจเป็นเพราะรู้สึกว่ามีส่วนเกินอะไรบางอย่าง แล้วคนรอบข้างก็เหมือนจะคอยตอกย้ำตลอดว่าเราเป็นตัวประหลาด



บท “ขวาน” แตกต่างจากตัวจริงของเรามากน้อยแค่ไหน


สำหรับนิสัยและความคิดก็มีอะไรหลายๆ อย่างคล้ายกับผม ตอนแรกก่อนที่จะเปิดกล้อง ก็ถามพี่คงเดชไปว่าทำไมถึงเลือกผม เค้าก็บอกว่าได้ดูผมตอนอยู่ในบ้าน AF ตลอดเวลา และเห็นความไม่พอใจในตัวเองของผมบางอย่างที่ค่อนข้างชัดเจน เช่นเวลาผมซ้อมร้องเพลง ก็มักไม่ค่อยพอใจในตัวเองอยู่บ่อยๆ ซึ่งมันก็ตรงกับตัวขวานมาก และบวกกับนิสัยอย่างอื่นหลายๆ อย่างเช่นรักแม่ เป็นห่วงแม่ตลอดเวลา อารมณ์ร้อน อารมณ์เสียในบางเวลา ซึ่งมีอะไรที่รู้สึกว่ามันคล้ายกับตัวละครตัวนี้มากเหมือนกัน



เรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรก พอได้มาเล่นแล้วเป็นอย่างไรบ้าง


ใหม่ๆ ก็เกร็งพอสมควร เพราะเราไม่มีความรู้เลยว่าหนังถ่ายทำกันยังไง ก็ถามจากคนที่มีประสบการณ์มาก่อนอย่างบอยที่เคยเล่นหนังเรื่องตั๊ดสู้ฟุดมาแล้ว หรือถามนางเอกของเราเองคือกระแต ซึ่งทั้งสองคนก็ได้ให้คำปรึกษาอย่างดีมาก ทำให้เราลดความประหม่าลง พอเปิดกล้องเลยทำให้ยิ่งลดความเกร็งลงไปเลย เพราะทีมงานน่ารักมาก ตากล้อง ช่างไฟ ผู้กำกับ หรือแม้กระทั่งคนหาน้ำให้กิน มันเหมือนครอบครัวไปแล้ว



รู้สึกว่ามันยากกว่าละครที่เคยเล่นมาหรือไม่ อย่างไร


ยากครับ ยากตรงถ้าพูดถึงในแง่ของการถ่ายทำ ซึ่งตรงนี้มันยากกว่าอยู่แล้ว เพราะถ่ายหนังจะมีแค่กล้องเดียว ก็ต้องคอยเปลี่ยนถ่ายมุมนั้น มุมนี้กว่าจะได้ฉากนึง ถ้าในแง่ของบทบาทก็ยากพอสมควรกว่าจะปรับได้ว่าขวานต้องเป็นยังไงในรูปแบบของเรา ซึ่งในเมื่อผู้ใหญ่วางใจมอบหมายให้เราแล้วเราก็ต้องเต็มที่ คือก่อนเล่นก็ต้องทำความคุ้นเคยกับบท ต้องนั่งนึกภาพออกมาว่าขวานควรจะเป็นยังไง ต้องพยายามเข้าใจคือเหมือนเราแทบจะกลืนกินกับเนื้อเรื่องและบทไปก่อนที่จะถ่ายทำซะอีก ซึ่งจะทำให้ช่วยได้มากเมื่อถึงเวลาถ่ายทำจริงๆ



ถ้ามีโอกาสได้เล่นหนังอีก ติดใจการเล่นหนังแล้วหรือยัง


ตอนนี้ก็รู้สึกชอบนะ อย่างที่เคยลั่นไว้ตอนออกจากบ้าน AFแล้วว่าอยากจะลองทุกๆ งาน สำหรับภาพยนตร์ก็ถือว่าสนุกและได้ความรู้มากเลยตลอดระยะเวลาที่ถ่าย 2 -3เดือน ก็ได้ความรู้จากพี่ๆตากล้องและผู้กำกับซึ่งเค้าจะสอนและแนะนำเราตลอดเวลา ทำให้เรามีพื้นฐานในการแสดงเพิ่มมากขึ้นจากเดิมมาก



มีการเตรียมตัวอย่างไรที่จะมาเล่นเรื่องนี้


ก็จะมีเวิร์คช็อบกันก่อน คือมีการทำความคุ้นเคยกับบทโดยมีครูแอ๋วมาสอนก่อน มีการต่อบทกัน ต้องอ่านบททั้งเรื่องและทำความเข้าใจกับบทพร้อมกับผู้กำกับ ซึ่งทำให้เราเข้าใจในเนื้อเรื่องมากขึ้น แต่ต้องไม่มีการคิดไว้ก่อนว่าจะเล่นยังไง เพราะผู้กำกับต้องการความสด มันจะได้เป็นอะไรที่ใหม่ เพราะมันจะได้ออกมาจากขวานในรูปแบบของเราจริงๆ



ได้ร่วมงานกับกระแตเป็นอย่างไรบ้าง


กระแตเป็นคนน่ารัก เข้ากันง่าย สนิทกันเร็ว เวลามีใครถามผมว่าผมเล่นกับใคร พอบอกไปว่าเล่นกับกระแต ทุกคนก็โอ้โหกันหมด แต่พอผมได้รู้จักได้สนิทใกล้ชิดกันจริง ๆ เค้าไม่ได้เป็นคนที่เซ็กซี่เลย เค้ายังดูใส ๆ น่ารัก ๆ แบ๊ว ๆ ด้วยซ้ำ ติงต๊องไปวัน ๆ และด้วยความสนิทที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วก็ทำให้การทำงานง่ายขึ้นมากด้วย



รู้สึกอย่างไร เขินบ้างหรือไม่ที่ต้องเล่นคู่กับกระแต


มีหลายฉากพอสมควรนะที่เขิน โดยเฉพาะฉากที่ต้องอยู่ใกล้ชิดกัน มันเป็นธรรมดาของผมอยู่แล้ว เห็นผม ฮาๆ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่มีน้ำยา ก็จะเขินๆกันไปหลายๆตอนที่ทำให้เราต้องได้ใกล้ชิดกัน แม้กระทั่งจนแสดงจบแล้วนึกว่าจะไม่ต้องมีแล้ว พอมาถ่ายโปสเตอร์ก็ต้องมาใกล้กันอีก ซึ่งกว่าจะชินก็ต้องเกร็งและสั่นอยู่นาน คนรอบข้างก็จะรู้ว่าเราเกร็งมาก แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดีครับ



หลังจากถ่ายทำกันมาทั้งหมดแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง


ชอบเลย เพราะพี่คงเดชมีการกำกับที่เข้าใจได้ง่าย และไม่มีอะไรซับซ้อน เค้ามีการกำกับที่ง่ายทำให้เราไม่เกร็ง ซึ่งบางทีเราไปเล่นโดนใจเค้าเองเพราะมันเป็นตัวเราอยู่แล้ว เราพยายามนำเสนอและพรีเซนต์ออกมาว่าขวานในรูปแบบของเราเป็นอย่างนี้ ซึ่งเค้าก็จะบอกว่าจริงๆ พี่ไม่ได้เป็นคนกำกับตุ้ยหรอก ตุ้ยแหละเป็นคนกำกับตุ้ยเองว่าขวานเป็นยังไง เพราะมันคือตัวเราจริงๆ แล้วเค้าแค่เขียนไว้เป็นตัวหนังสือเยอะแยะมากมาย แต่มันเป็นแค่นามธรรมเท่านั้นเอง



ถ่ายทำมาทั้งหมดฉากไหนยากสุด


จริงๆแล้วมันยากทุกฉากเลย ทั้งฉากที่ต้องใช้แฮนด์ทาเลนท์ หรือฉากซีนอารมณ์เศร้า พอมานั่งนึกย้อนกลับไป ถ้าให้กลับไปถ่ายอีกก็ไม่ไหวนะแต่ไม่รู้ตอนนั้นมันผ่านไปได้ยังไง ซึ่งทำให้เราฮึกเหิมในการทำงานต่อไปในอนาคต



ได้มาร่วมงานกับพี่คงเดชแล้วเป็นยังไงบ้าง


โดยส่วนตัวถือว่าได้ซึมซับความคิดความอ่านของผู้กำกับคนนี้ได้อย่างมาก ทำให้ผมค่อย ๆ เรียนรู้ว่าโลกของภาพยนตร์ในมุมมองของเค้ามันเป็นยังไง ซึ่งแรกๆอะไรๆมันก็แปลก ทำไมต้องเป็นแบบนี้ ซึ่งในความขัดแย้งต่างๆในหัวผมมันก็กลับเริ่มคล้อยตามละ เค้ามีวิธีการถ่ายทำและการทำงานที่เจ๋ง ใครไม่ได้สัมผัสจะไม่รู้ และผมโชคดีอย่างนึงที่ผมเข้ากับคนอื่นได้ง่าย แล้วเจอแต่ทีมงานที่น่ารักๆ ทุกคนเป็นทีมเวิร์คจริงๆ



คาดหวังอะไรกับหนังเรื่องนี้


ผมแค่คิดว่าจะได้ไปนั่งดูหนังของตัวเองในโรงหนัง ไม่ได้คิดถึงผลตอบรับอะไรมากมาย เพราะในส่วนตัวผม


ครั้งหนึ่งในชีวิตเคยเข้าไปอยู่ในโรงหนังที่มีพระเอกคนหนึ่งเข้าไปนั่งดูอยู่ด้วย ซึ่งเป็นวันรอบสื่อมวลชน ตอนนั้นเรายังเป็นเด็กในโรงหนังอยู่เลย ซึ่งพอหนังจบเรื่องพระเอกคนนั้นก็ลุกขึ้นมา แล้วยกมือไหว้คนในโรงหนัง คนก็ปรบมือให้ เป็นความรู้สึกที่ดีมาก มันทำให้เราจดจำภาพตรงนั้น แต่มาวันนี้เราได้มาเล่นหนังของตัวเอง แค่คิดก็ขนลุกแล้ว และเรื่องนี้ผมคิดว่าผมทำดีที่สุดแล้ว ทำดีกับมันที่สุดแล้วจริงๆ ซึ่งเราก็เต็มที่กับมันอยู่แล้ว เราก็มั่นใจว่ามันต้องออกมาดีและส่วนที่เหลือก็คงต้องให้ทุกคนตัดสินแล้วครับ






บทสัมภาษณ์นักแสดง


กระแต – ศุภักษร ไชยมงคล รับบท นา


""


บทบาทที่ได้รับในเรื่องกอดเป็นอย่างไร


รับบท “นา” เป็นสาวเหนือ เป็นผู้หญิงลุยๆ เป็นคนง่ายๆ คิดอะไรแล้วพูดออกมาเลย และเป็นหญิงที่มีสามีแล้ว แต่เหมือนไม่รู้ตัวว่าโดนสามีทิ้ง เลยเดินทางมาตามหาสามีที่กรุงเทพ



ทำไมถึงตัดสินใจรับเล่นเรื่องนี้


มันเหมือนเป็นบทที่เรายังไม่เคยเล่นเลย และจริงๆก็อยากเล่นหนังรักมานานแล้ว เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยเล่นหนังรักเลย รู้สึกท้าทาย และรู้สึกอยากลองอะไรใหม่ๆด้วย



ได้ร่วมงานกับตุ้ยแล้วเป็นอย่างไรบ้าง


ตุ้ยเป็นคนเก่ง มีความสามารถทั้งด้านร้องเพลง เล่นทั้งละคร ซิทคอม ซึ่งอารมณ์ที่เล่นแต่ละงานก็คนละแบบ คนละอารมณ์กัน ซึ่งมันก็จะแตกต่างกับหนัง แต่ตุ้ยเค้าก็สามารถทำมันได้ สามารถแยกแยะและเลือกด้านของตัวเองเอามาใช้กับหนังได้อย่างดี เลยรู้สึกว่าเค้าเป็นคนเก่ง



ตุ้ยมีมาปรึกษากับกระแตเรื่องการเล่นหนังบ้างหรือไม่


ก็มีมาคุยกันบ้าง ถามเรื่องของการถ่ายทำว่ายากมั๊ย เป็นยังไง เรื่องของมุมกล้องต่างๆ เราก็จะอธิบายเค้าไปตามประสาที่เราเคยผ่านงานหนังมาก่อน ซึ่งตุ้ยเค้าก็มีพรสวรรค์ มีฝีมืออยู่แล้วด้วย



ได้ร่วมงานกับพี่คงเดชเป็นอย่างไรบ้าง


– รู้สึกดีจริงๆที่ได้ร่วมงานกับพี่คงเดช คือกระแตรู้สึกว่าพี่เค้าเป็นห่วงเรา คืออย่างมีบางครั้งที่เราไม่เข้าใจอะไรขึ้นมา พี่เค้าจะดูแววตาเราแล้วเค้าจะรู้ แล้วพี่เค้าก็จะเข้ามาช่วยเรา มีอยู่ซีนนึงเค้าให้กระแตเดินไปกับเค้าเลย แล้วเค้าก็พยายามพูดอธิบายให้เราฟังว่าตอนนี้ “นา” กำลังคิดแบบนี้ กำลังจะทำอะไร แล้วพี่คงเดชให้เวลาบิ้วเยอะ พี่เค้าจะบอกเลยว่าไม่รีบ ทำให้เรามีเวลา ทำให้เราไม่กดดัน คือเค้าจะคอยเป็นห่วงเรื่องแอคติ้งของกระแตมาก ถึงแม้เราจะเล่นหนังมาเยอะมากแต่หนังแบบนี้กระแตยังไม่เคยเล่น และพี่เค้าก็พยา ยามเอาหนังเรื่องอื่นๆมาให้ดู ไม่ได้เพื่อให้เลียนแบบ แต่ให้ดูเป็นไกด์ เหมือนให้ความรู้สึกกับเราต่าง ๆ นานา แม้กระทั่งนอกงานก็คุยกับเราเป็นห่วงเราคือไม่ใช่เป็นห่วงแค่ในตัวงานอย่างเดียว เลยทำให้รู้สึกดีจริงๆ



ตอนแรกที่รู้ว่าต้องเล่นบทนี้หนักใจหรือไม่


ตอนแรกไม่ลำบากใจ มาลำบากใจตอนเวิร์คช็อป เพราะวันนั้นเรามาได้รู้ว่าต้องปรับอะไร บ้าง คือตอนเวิร์คช็อปครูแอ๋วบอกว่ากระแตยังเป็นสาวกรุงเทพอยู่ อยากให้เป็นสาวบ้าน ๆมากกว่านี้ ซึ่งเรายังไม่บ้านเลย พอครั้งหลังที่ไปเวิร์คช๊อปนี่ก็ใส่ผ้าถุงเลยนะ แต่งผ้าถุงเป็นสาวบ้านนอกเลยจะได้รู้สึกได้ ครูแอ๋วก็จะปลูกฝังแบล็คกราวน์ของตัวละครนี้ให้เราเรื่อยๆ ก็ต้องปรับค่อนข้างเยอะเลย


เบื้องหลังการถ่ายทำมีอะไรเม้าท์ๆบ้าง


ก็จะมีพี่คงเดช คือพี่เค้าคงมีอะไรคิดในหัวเยอะมาก เลยมีอาการหลุด เช่นยังไม่ทันเริ่มถ่ายเลย ก็พูดคำว่า “คัท” แทนคำว่า “แอ็คชั่น” จนทีมงานทุกคนงง หลังจากนั้นเค้าก็ล้อเลียนกันมาตลอด ส่วนตุ้ยก็จะมีมุขเยอะ คอยเล่นมุขตลอด จะอารมณ์ดี ร้องเพลงตลอดเวลา เวลาอยู่กองก็จะร้องเพลงไม่ต่ำกว่า 5 เพลงต่อวัน เค้าก็จะฝึกร้องเพลงของเค้าไป ก็จะแซว ๆ กันไปมา เป็นกองที่คลาสสิคและสนุกตลอดเวลา



กระแตคาดหวังอะไรกับหนังเรื่องนี้หรือไม่


กระแตเชื่อว่าคนชอบน่าจะชอบ อยากให้มาดูกระแตกับคาแร็คเตอร์ในมุมนี้บ้าง ในลุคที่ไม่เคยเห็น และอยากให้ดูมาดูตุ้ยด้วย ตุ้ยเล่นได้น่าสนใจมาก แถมเป็นหนังเรื่องแรกของเค้าและเค้าก็เล่นได้เก่งจริงๆ กระแตยอมรับเลย เป็นคนทำการบ้านเยอะมาก ตั้งใจมาก



ปกติเป็นคนแสดงออกทางความรักโดยการ “กอด” มากน้อยแค่ไหน


– คือกระแตจะใช้แววตาและการกระทำมากกว่า คือแววตาเราบอกอยู่แล้วว่าเรารู้สึกยังไง ถ้าเราเป็นห่วงเราเศร้าเสียใจแววตาเราก็จะออก คือมักจะใช้วิธีการพูดให้กำลังใจและใช้สายตา เป็นคนไม่ค่อยสัมผัสตัวใคร เพื่อนก็ไม่ค่อยได้กอด ที่ผ่านมาในชีวิตกอดตุ้ยมากที่สุด จริงๆกระแตเป็นคนขี้อาย ขี้เขิน ถ้าไม่ใช่เรื่องงานก็จะไม่ค่อยได้ทำ



ในชีวิตอยากกอดใครมากที่สุด


อยากกอดแม่ค่ะ กระแตกับแม่ไม่ค่อยได้กอดกัน เขิน บางทีการเลี้ยงดูเราไม่เหมือนกัน เราจะใช้เป็นการกระทำให้เค้ารู้สึกมากกว่า น้อยครั้งมากที่จะบอกรักแม่และกอดแม่ ด้วยความที่เราเขิน แต่จริงๆเราอยากกอดเค้านะ คือรู้สึกเลยว่าเล่นเรื่องนี้แล้วทำให้รู้สึกอยากกอดมากขึ้นเลย






บทสัมภาษณ์ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง กอด


คงเดช จาตุรันต์รัศมี




เรื่องนี้เขียนบทเองด้วย มีแรงบันดาลใจมาจากอะไร


มันเริ่มมาจากความรู้สึกไม่ชอบเวลามองหน้าตัวเองในกระจก ประมาณว่าทำไมไม่เกิดมาหน้าตาดีกว่านี้ มันเลยคิดไปถึงคนอื่นว่าคงต้องเคยเป็นเหมือนเราบ้าง ถ้าเป็นคนไม่หลงตัวเองจนเกินไปนะ ก็เลยคิดต่อว่าถึงเราจะไม่ชอบไอ้คนที่อยู่หน้ากระจก แต่เราชอบชีวิตมันหรือเปล่า มันเหมือนถามตัวเองว่าจริงๆแล้วชีวิตเราดีหรือเปล่า เลยอยากทำหนังที่ตั้งคำถามกับเรื่องนี้ขึ้นมา สำหรับคนที่ไม่พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมี และก็พยา ยามทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่จริงๆแล้วชีวิตมันดีอยู่แล้วหรือเปล่า คำตอบในชีวิตมันคืออะไร หรือเพียงแค่ต้องการทำให้ตัวเองดูดีเท่านั้น



ดูจากงานที่ผ่านๆมา ค่อนข้างจะชอบเขียนบทออกแนวรักโรแมนติกหรือเปล่า


จริงๆผมเขียนให้คนอื่นมันเป็นโจทย์มาให้เขียนมากกว่า งานมันเข้ามาแบบนี้ แต่สิ่งที่เราสะ กิดใจมากว่าเรื่องรักเสมอคือเรื่องของชีวิต เวลาผมรับเขียนเรื่องไหนมันก็เป็นเรื่องของชีวิต โดยเฉพาะเป็นเรื่องของตัวเอง จริงๆแล้วมันเป็นหนังชีวิตมากกว่าหนังรักซะอีก คือไม่ได้ชอบเขียนหนังรักอะไรเป็นพิเศษ แต่ลึกๆเชื่อเสมอว่ารักมันเยียวยาชีวิต คือการมีชีวิตอยู่มันเป็นการแบกทุกข์ แต่รักมันมาเยียวยาให้เรารอดอยู่เสมอ จริงๆแล้วตัวเองมักสนใจว่ามนุษย์เรามีชีวิตรอดด้วยอะไร ทุกครั้งที่เขียนบทหนัง มันก็เหมือนกับหาคำตอบให้ตัวเองไปด้วย แล้วทุกครั้งจบท้ายก็จบด้วยความรักทุกที สุดท้ายชีวิตก็รอดเพราะความรัก หรือไม่งั้นมันก็มีชีวิตอยู่รอดได้แต่ก็ไม่สุขนัก



ทำไม “ขวาน” ถึงต้องมีคาแร็คเตอร์ของคนที่มีแขนซ้ายสองข้าง


คือบางคนคงมีไม่ชอบตัวเองในบางส่วน อาจจะสิวเยอะเกินไป หัวล้าน พุงโย้ บางคนก็อาจทำเป็นไม่เห็นมัน


แต่ถ้าพระเอกเป็นคนที่แบบทำเป็นไม่เห็นไม่ได้เพราะมันใหญ่เหลือเกินมันแทงตา ตอนแรกก็คิดว่าน่าจะเป็นส่วนเกินอะไรในร่างกายดี ซึ่งส่วนตัวเป็นคนชอบวาดรูป วาดการ์ตูน วาดโน่นวาดนี่แล้วก็เกิดวาดเป็นมนุษย์ที่มีแขนซ้ายสองข้างขึ้นมา พอเห็นแล้วรู้สึกอยากดู คือถ้าเป็นสามขาคงไม่น่าดู เลยออยากลองเขียนเกี่ยวกับคนแบบนี้ดู คือเราต้องการให้คนในเรื่องมีส่วนเกิน แล้วอยากที่จะจัดการชีวิตให้ลงตัว แต่จริงๆแล้วสิ่งที่มีอยู่มันอาจจะโอเคแล้วหรือเปล่า มันเป็นเรื่องของส่วนเกินนั้นจริงๆหรือไม่ หรือจริงๆมันเป็นเรื่องของจิตใจ



แล้วคาแร็คเตอร์อีกคนคือ “นา” ทำไมถึงต้องมีส่วนเกินที่หน้าอก


คือต้องการให้ตัวละครหลักสองตัวที่ต้องมาเจอกันเป็นคนที่มีอะไรซักอย่างที่ไม่เกินก็ขาด เลยคิดถึงผู้หญิงที่


หน้าอกใหญ่ขึ้นมาเพราะถ้าพูดถึงผู้หญิง ขนาดของหน้าอกมันทำให้คนมองแต่ส่วนนี้ แล้วลืมมองว่าผู้หญิงคนนี้จริงๆเป็นไงกันแน่ แต่เราจะเซ็ตคาแร็คเตอร์ให้คนนี้เป็นคนที่ไม่พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมี แต่ว่ายอมรับในสิ่งนี้ได้ ซึ่งแตกต่างจากพระเอกตรงที่พระเอกไม่ยอมรับ



ตุ้ยกับกระแตหลังจากที่ผ่านการถ่ายทำมาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง


ชอบครับ ผมเชื่อว่าการเลือกใครมาแต่ละคนมันจะทำให้คาแร็คเตอร์นั้นๆแตกต่างกันไป เพราะนี่คือ “ขวาน” แบบตุ้ยเล่น นี่คือ “นา” แบบกระแตเล่น คือการเขียนบทเองแล้วออกไปถ่ายทำเองมันบดซบตรงที่พอเราทำให้ตัวละครมันเจอเรื่องร้ายๆ และพอถ่ายไปเรื่อยๆเรารู้สึกว่ามันเป็นตัวละครนั้นแล้ว มันก็เหมือนเป็นส่วนนึงของเรา และพอมันเจอ



เรื่องร้ายๆ เราเหมือนใจจะขาด ถ่ายไปแล้วน้ำตาเล็ดไป แล้วก็คิดตลอดว่าทำ ไมเราให้มันเจอเรื่องร้ายๆอย่างนี้ มันรู้สึกหดหู่จัง เค้าทั้งสองคนแสดงได้ดีจนผมอินมาก



พูดถึงตุ้ยกับบทขวาน


ตุ้ยเป็นขวานในแบบที่เป็นตุ้ย ซึ่งได้ความติดดินของตุ้ย ความมีเสน่ห์แบบบ้านๆหน่อย ซึ่งมันมีตลอดทั้งในและนอกกล้องด้วย เลยทำให้ขวานมีท่าทีที่ดูสบายขึ้น ทำให้หนังดูสบายๆตามไปด้วย และอีกอย่างตุ้ยมีดวงตาที่เหมือนมีปัญหากับชีวิตด้วย แต่ก็ยังสามารถรับมือกับชีวิตได้



พูดถึงกระแตกับบทนา


หนึ่งเลยเค้ามีอาวุธตรงตามโจทย์ที่เราวางไว้ สองคือกระแตมีความรู้สึกเดียวกับนา คือคนจะชอบมองในความเซ็กซี่ของเค้าตลอด กระแตก็เลยรู้สึกว่าเป็นปมในใจซึ่งอันนี้มันดี มันทำให้เค้าอินกับตัวละครได้ง่าย ซึ่งจริงๆแล้วกระแตมีศักยภาพสูงกว่าที่คนเคยใช้มา แต่ไม่มีใครได้เห็นซักที เลยดีมากที่เราจะเป็นเจ้าแรกที่จะทำให้คนได้เห็น



สองคนนี้เล่นด้วยกันเป็นอย่างไรบ้าง


พอสองคนนี้อยู่ด้วยกันมันมีเคมีที่ดี มันดูสบายๆกันทั้งคู่ เราอยากได้คู่ที่เป็นแบบนี้ เพราะมันเป็นหนังโรดมูฟวี่ ไม่อยากได้คนที่ดูแปลกแยกจากชาวบ้านมาก สองคนนี้เค้าดูกลมกลืน ดูธรรมดาสามัญดี



มีอุปสรรคในการถ่ายทำบ้างหรือไม่


แปลกมากเลยที่เรื่องนี้ราบรื่นไม่มีอุปสรรคเลย ผมมีความสุขมากไม่เคยถ่ายหนังแล้วมีความสุขขนาดนี้ มันเป็นการเจอทีมงานชุดที่ดี ทุกคนมีความสุขกับมัน เต็มที่กับมัน แล้วก็อินกับมันกันทุกคน เลยทำให้เรารู้สึกดี ที่ถ่ายหนังผ่านๆมา ผมรู้สึกเหงามากเสมอ คือเราจะรู้สึกว่าเราอยู่ตัวคนเดียวในกอง คือเรารู้สึกกับเรื่องนี้ กับตัวละครเหล่านี้อยู่คนเดียว เวลาเศร้าก็เศร้าอยู่คนเดียว เรื่องนี้ไม่เหงา เหมือนมีเพื่อนมาร่วมคิด ทำให้บรรยากาศการถ่ายทำมีความสุข นักแสดงก็เต็มที่ทุกคน และแปลกมากว่าจะต้องเจอฝนหลายที ก็แคล้วคลาดตลอด เลยราบรื่น ได้ในสิ่งที่ต้องการตลอด ได้ฟิลสดๆ และได้สิ่งที่คาดไม่ถึงเยอะเลย



ในการถ่ายทำแขนซ้ายสองข้าง ยากง่ายอย่างไรบ้าง


ตอนแรกก็คุยกันว่าคงต้องทำทุกวิถีทาง ต้องมีทั้งเขียนซีจี มีแขนม็อคอัพ มีสแตนอิน แต่ก็โชคดีที่ได้พี่โอซึ่ง


เป็นผู้จัดการตุ้ยมาเป็นแฮนด์ทาเล้นท์ให้โดยบังเอิญ เพราะเราดันไปเห็นแขนเค้า ซึ่งปรากฏว่ามีไซส์เดียวกัน สีผิวใกล้เคียงกันมาก กลายเป็นว่าการใช้พี่โอที่สนิทกับตุ้ยอยู่แล้วมาเป็นแฮนด์ทาเล้นท์ มันช่วยได้มาก ทำให้รู้จังหวะของกันและกัน ทำให้ตุ้ยสนุกกับการมีแขนที่สาม สนุกกับการเตี๊ยมกันว่าใครทำอะไร หยิบอะ ไร เลยทำให้ทำงานง่ายด้วย และพอถ่ายไปเรื่อยๆ โอมหัศจรรย์มาก คือสามารถซ่อนตัวเองได้ ในมุมที่ไม่น่าเชื่อโดยที่ไม่ต้องใส่ชุดด้วย แต่ก็ทำให้มีแขนออกมาแอ็คติ้งได้ คือเค้าสามารถเป็นแขนซ้ายข้างที่สองได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก



เรื่องนี้ต้องการสื่ออะไรให้คนดู


จริงๆคำถามมันอยู่ในหนังอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องของการดิ้นรนในการมีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งของมนุษย์ เหมือนหนังที่ผ่านมาของผม เพียงแต่แต่ละเรื่องก็มีภาระกิจต่างกัน และสุดท้ายก็มาหาคำตอบว่าทำยังไงถึงจะมีความสุขกับชีวิต มนุษย์เราต้องการการยอมรับจากใครซักคน จะเป็นความรักก็ได้ คือคำตอบจริงๆไม่ได้อยู่ที่แขน 2 แขนหรือ 3 แขน



อยากให้พูดถึงตุ้ยกับกระแต


ตุ้ยเยี่ยม กระแตก็เยี่ยม อยากทำงานกับทั้งคู่อีก ถ้ามีโอกาสสงสัยได้เจอกันอีกแน่เลย ติดใจแล้ว มันเหมือน


ได้มาสนุกร่วมกัน เต็มที่กับสิ่งที่ทำ พอทำไปมันก็ไม่เหมือนทำงานเท่าไหร่ ตุ้ยเองก็มีศักยภาพให้ทำอะไรอีกเยอะ กระแตเองก็เหมือนกัน คือแน่นอนเราอยากได้สิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งสองคนนี้ก็พร้อมที่จะทำให้เราได้ เต็มที่กับเรามาก และตุ้ยกับกระแต ถือเป็นเคมีที่ลงตัว น่ารักทั้งคู่ คือรู้สึกว่าการทำหนังเหมือนการไปใช้ชีวิต การที่เราได้ออกไปใช้ชีวิตกับคนที่เต็มที่ด้วยกันมันก็แฮปปี้



คำว่ากอดในความรู้สึกของคุณคงเดชคืออะไร


พี่ชอบคำนี้เพราะมันให้ความรู้สึกที่ปลอดภัย ทำให้เรารู้สึกว่ามีชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัยถ้ามีใครซักคนให้กอด มันเป็นการแสดงความรักที่ไม่มากไปน้อยไป มันกำลังดี แต่ทำให้เรารู้สึกได้ว่ามันปลอดภัยและมีใครซักคนยังรักเราอยู่

Continue Reading
You may also like...
Click to comment

Leave a Reply

More in KOREA

To Top