Welcome to Pingbook Entertainment : Listen Online Music, MV, Korea, Japan, Travel, Hotel, Asian Entertainment, K-Dramas, DVD, Movies, Review and Asian News
หน้าแรกปิงบุ๊คเพลงมิวสิควีดีโอคลับพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นข่าวสารเอเชียรีวิวภาพยนตร์คลังข้อมูลดารา/ละครช้อปสินค้าเอเชียชุมชนปิงบุ๊ค


ข้อมูลงานสร้าง

ผู้อำนวยการสร้างเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและทีมงานสเปเชียล เอฟเฟ็กต์เบื้องหลัง “The Lord of the Rings” ร่วมกับเรฟโวลูชัน สตูดิโอส์, วอลเดน มีเดีย (“The Chronicles of Narnia”) และบีคอน พิคเจอร์ส ในการเนรมิตภาพยนตร์มหัศจรรย์เรื่องนี้สู่จอเงิน

“The Water Horse: Legend of the Deep” เป็นเรื่องเล่าของเด็กชายชาวสก็อตผู้โดดเดี่ยวคนหนึ่งชื่อแองกัส แม็คมอร์โรว์ ผู้ปรารถนาให้พ่อของเขากลับจากสงคราม เรื่องราวมหัศจรรย์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อแองกัสนำวัตถุลึกลับแปลกประหลาดที่เขาพบที่ชายหาดกลับมาบ้าน ไม่ช้าเขาก็ได้รู้ว่า วัตถุลึกลับนั้นแท้จริงแล้วคือไข่วิเศษ และเขาก็พบว่าตัวเองได้เลี้ยงดูสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ “ม้าทะเลสาบ” ตามตำนานสก็อต ระหว่างที่เขาพยายามซ่อนตัวเพื่อนของเขา ที่เขาตั้งชื่อว่าครูโซ สานสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพ แองกัสก็ได้เริ่มค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญ ด้วยการปกป้องความลับที่ก่อเกิดเป็นตำนานยิ่งใหญ่

สเปเชียล เอฟเฟ็กต์ของเรื่อง สร้างสรรค์ขึ้นโดยเวตา ดิจิตอลและเวตา เวิร์คช็อป ผู้ที่เคยสร้างสเปเชียล เอฟเฟ็กต์และวิชวล เอฟเฟ็กต์ให้กับ “Lord of the Rings” และ “King Kong” มาแล้ว ก่อนหน้านี้ วอลเดน มีเดียเคยร่วมงานกับเวตา เวิร์คช็อปมาแล้วในการสร้างสิ่งมีชีวิตในเทพนิยายใน “The Chronicles of Narnia”

เรฟโวลูชัน สตูดิโอส์, วอลเดน มีเดียและบีคอน พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอภาพยนตร์จากอีคอส ฟิล์มส์ โดยเจย์ รัสเซล THE WATER HORSE: LEGEND OF THE DEEP นำแสดงโดยเอมิลี วัตสัน, อเล็กซ์ เอเทล, เบน แชปลิน, เดวิด มอร์ริสซีย์และ ไบรอัน ค็อกซ์ กำกับโดยเจย์ รัสเซล อำนวยการสร้างโดยโรเบิร์ต เบิร์นสไตน์, ดักกลาส เร, แบร์รีย์ เอ็ม. ออสบอร์นและชาร์ลีย์ ลีออนส์ บทภาพยนตร์โดยโรเบิร์ต เนลสัน จาค็อบส์ จากหนังสือเรื่อง The Water Horse โดยดิค คิง-สมิธ ผู้อำนวยการสร้างบริหารคือชาร์ลส์ นิวเวิร์ธ ผู้กำกับภาพคือโอลิเวอร์ สเตเปิลตัน, บีเอสซี ผู้ออกแบบงานสร้างคือโทนี เบอร์โรห์ ลำดับภาพโดยมาร์ค วอร์เนอร์ ออกแบบเครื่องแต่งกายโดยจอห์น บลูมฟิลด์ ดนตรีโดยนิวตัน โฮเวิร์ด จัดจำหน่ายโดยโซนี พิคเจอร์ส รีลีสซิง

เกี่ยวกับภาพยนตร์

“เราอยากจะเชื่ออย่างเหลือเกินว่ายังมีเวทมนตร์ในโลกใบนี้ ซึ่งมันเป็นสาเหตุที่ทำให้ตำนานล็อคเนสกระตุ้นจินตนาการของเรามารุ่นแล้วรุ่นเล่าครับ” เจย์ รัสเซล ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “The Water Horse: Legend of the Deep” กล่าว “ผมมองหาเรื่องราวที่จะถ่ายทอดเกี่ยวกับจิตวิญญาณมนุษย์ ผมทึ่งกับที่ทางของเราบนโลกใบนี้และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงที่อยู่ร่วมโลกกับเรา ว่าพวกเราส่งผลกระทบต่อชีวิตของอีกฝ่ายอย่างไรบ้าง ด้วยความที่ว่าเรื่องเล่านี้มีธีมสากลของเวทมนตร์และมิตรภาพ มันก็เลยเหมาะกับคนทุกวัย มันเป็นหนังสำหรับทุกคนจริงๆ ในระดับหนึ่ง มันเป็นหนังสำหรับเด็กๆ เป็นหนังสำหรับพ่อแม่ในระดับหนึ่ง และเป็นหนังสำหรับคุณปู่คุณย่าในอีกระดับหนึ่งด้วย”

“ผมตื่นเต้นจริงๆ ที่มีโอกาสได้แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพของแองกัสกับครูโซครับ” อเล็กซ์ เอเทลกล่าว นักแสดงตัวน้อยที่ก่อนหน้านี้โด่งดังจากบทนำใน “Millions” รับบทเด็กชายชาวสก็อตที่พบครูโซและเลี้ยงสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ตัวนี้ขึ้นมาจนเติบใหญ่ภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ “แองกัสเป็นเด็กที่แปลกแยกจากคนอื่นหน่อยๆ ครับ เขาเก็บเนื้อเก็บตัว พอเขาได้พบครูโซ เขาก็ดีใจที่ได้มีเพื่อนใหม่ แต่เขาก็ตื่นเต้นที่ได้มีความลับ มันเป็นมิตรภาพที่สำคัญที่สุดในชีวิตเขาครับ”

สำหรับรัสเซล มิตรภาพนั้นดำเนินขนานไปกับแง่มุมสำคัญในชีวิตของแองกัส “ความสัมพันธ์ระหว่างแองกัสกับม้าทะเลสาบสำคัญอย่างยิ่งยวดเพราะยิ่งมันเติบโตขึ้นเท่าไหร่ มันก็กลายเป็นสัญลักษณ์แทนความสัมพันธ์อันงดงามที่ครั้งหนึ่งแองกัสเคยมีกับพ่อของเขามากขึ้นเท่านั้น” ผู้กำกับตั้งข้อสังเกต “ครูโซช่วยให้เขาก้าวพ้นวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ นั่นเป็นความเรียบง่ายของเรื่องราวนี้ครับ มันเป็นวิธีวิเศษสุดในการบอกเล่าเรื่องราวการที่เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นและยอมรับความจริงของชีวิต”

ดิค คิง-สมิธ ผู้เขียนหนังสือ The Water Horse ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้ กล่าวว่าเขายินดีเป็นพิเศษที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเด็กชายตัวน้อยกับโลกรอบตัวเขา “ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้คนสนใจเรื่องราวนี้คือความลึกลับครับ” เขากล่าว “ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าม้าทะเลสาบมีอยู่จริงรึเปล่า ไม่มีใครรู้ว่าหน้าตามันเป็นยังไง คุณสามารถปล่อยจินตนาการตัวเองให้โลดแล่นได้ ผมคิดว่านั่นคือความสนุกของมันครับ ผมคิดว่าเสน่ห์ของเรื่องราวนี้คือความเรียบง่าย มันเป็นเรื่องราวตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดตัวหนึ่ง และผลกระทบที่มันมีต่อครอบครัวนั้นน่ะครับ”

คิง-สมิธกล่าวอีกว่า มันมีอีกแง่มุมหนึ่งที่อยู่ในใจเขา “ผมคิดว่ามันมีธีมเดียวกันอย่างหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ทุกเรื่องของผม นั่นคือความกล้าหาญครับ” นักเขียน เจ้าของผลงานเรื่อง Babe: The Gallant Pig กล่าว “มันอาจเป็นความกล้าหาญทางร่างกายหรือจิตใจก็ได้ แต่ในเรื่องราวของผม สัตว์ตัวนั้นๆ จะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหรือความยากลำบากบางประการ แต่มันก็ฝ่าฟันมาได้ด้วยแรงใจล้วนๆ นั่นเป็นธีมที่ทำให้ผมสนใจครับ”

ในการเนรมิตชีวิตให้กับสิ่งมีชีวิตพิเศษนี้ ทีมผู้สร้างได้เรียกใช้งานทีมงานสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ที่เวตา เวิร์คช็อปและเวตา ดิจิตอล ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้เคยสร้างเอฟเฟ็กต์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Lord of the Rings,” “The Chronicles of Narnia” และ “King Kong” มาแล้ว “นี่เป็นหนังแบบที่เราชอบทำครับ” ริชาร์ด เทย์เลอร์ ผู้ดูแลเวิร์คช็อปแห่งเวตา เวิร์คช็อปกล่าว “เราได้สร้างสิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ ที่งดงามแบบนี้ แต่การที่มันเปลี่ยนแปลงไประหว่างการดำเนินเรื่องและเติบโตจนกลายเป็นม้าทะเลสาบวัยโตเต็มวัยเปิดโอกาสทองในการออกแบบให้กับเราครับ เราสามารถพูดคุยปรึกษากับเจย์ รัสเซลและทีมงานของเราในการสร้างบางสิ่งที่พิเศษสุดจริงๆ ให้กับหนังที่น่ารักมากๆ เรื่องนี้ มันไม่บ่อยนักหรอกครับที่คุณจะเจอหนังแบบนี้”

ผู้อำนวยการสร้างแบร์รีย์ เอ็ม. ออสบอร์น ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกับเวตามาแล้วในฐานะผู้อำนวยการสร้างไตรภาค “Lord of the Rings” ได้กลับสู่นิวซีแลนด์เพื่อรับหน้าที่เดียวกันนี้ในภาพยนตร์เรื่อง “The Water Horse” ออสบอร์นเห็นพ้องด้วยว่า รัสเซล ซึ่งก่อนหน้านี้เคยกำกับภาพยนตร์สำหรับครอบครัวที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงเรื่อง “My Dog Skip” และ “Tuck Everlasting” เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในการเนรมิตชีวิตให้กับม้าทะเลสาบ ออสบอร์นกล่าวว่า เช่นเดียวกับในภาพยนตร์เหล่านั้น แกนกลางของ “The Water Horse” คือเรื่องราวอ่อนโยนเกี่ยวกับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ “หนังเรื่องนี้บันทึกการเติบโตของหนุ่มน้อยคนนี้ครับ” เขาอธิบาย “เขาทำใจได้กับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ และด้วยเพื่อนของเขา ด้วยสิ่งมีชีวิตตัวนี้ เขาได้ค้นพบความหวัง ความงามและชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่งครับ”

“เจย์ฉลาดมากๆ” ออสบอร์นกล่าวต่อ “เขาทุ่มให้กับหนังเรื่องนี้อย่างหมดตัว เขารักสิ่งที่เขาทำมากๆ ผมยินดีมากที่ได้ร่วมงานกับเขา”

“ผมชื่นชอบจินตนาการและสเกลของเรื่องครับ มันน่าตื่นเต้นสุดๆ แต่สำหรับผมแล้ว หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องของหัวใจครับ” ผู้อำนวยการสร้างชาร์ลี ลีออนส์กล่าว “มันซาบซึ้งใจและเป็นสิ่งเตือนให้คุณรำลึกว่า เมื่อคุณสูญเสียวัยเด็กของคุณไป คุณต้องสู้เพื่อรักษาจินตนาการของตัวเองเอาไว้ ถ้ามีเด็กบอกคุณว่า เขาซ่อนสัตว์ประหลาดไว้ในห้อง คุณควรจะฟังเขา ‘The Water Horse’ เป็นสิ่งที่เตือนให้เรานึกถึงว่า ยังมีความงดงามอยู่ในโลกใบนี้และชีวิตเป็นสมบัติล้ำค่าครับ”

 

การคัดเลือกนักแสดง

ศูนย์กลางของ “The water Horse” คือแองกัส เด็กชายตัวน้อยชาวสก็อตติช ผู้ผูกมิตรกับสิ่งมีชีวิตตามชื่อเรื่อง ผู้กำกับเจย์ รัสเซลเคยเห็นอเล็กซ์ เอเทลรับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง “Millions” ของแดนนี บอยล์มาก่อน และติดต่อขอพบเขาในอังกฤษ “พอผมจับกล้องไปที่เขา เขาก็ทำให้หน้าจอสว่างไสวขึ้นมา ผมรู้ทันทีเลยว่าเขาเป็นคนที่เราต้องการ” รัสเซลเล่า “มันไม่ได้เป็นแค่การค้นหานักแสดงที่มีประสบการณ์เท่านั้น ในการทำงานกับนักแสดงเด็ก ไม่มีใครมีประสบการณ์เยอะแยะหรอกครับ คุณต้องมองหาอย่างอื่น ความหนักแน่น ความน่าเชื่อภายใต้การแสดงนั้นน่ะครับ อเล็กซ์มีสิ่งนั้น และผมก็รู้ว่า เขาเพอร์เฟ็กต์สำหรับบทนี้”

เอเทลพูดถึงตัวละครของเขาว่าเป็นเด็กชายโดดเดี่ยว ผู้รู้สึกอ้างว้างยิ่งกว่าเดิมเมื่อพ่อของเขาไปรบในสงคราม “พ่อของเขาเป็นเพื่อนคนเดียวของเขา เป็นคนเดียวที่ใกล้ชิดกับเขา จริงๆ นะครับ” เอเทลกล่าว “ครูโซกลายเป็นเหมือนตัวแทนของพ่อเขา สิ่งที่พวกเขาทำด้วยกันเป็นสิ่งที่พ่อกับลูกจะทำด้วยกัน ตอนที่เขาเรียนรู้ที่จะปล่อยวางจากครูโซ เขาก็ได้เรียนรู้ด้วยว่า ชีวิตของเขาก่อนที่พ่อจะไปสงครามจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว”

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ แองกัสมีความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับครูโซ สิ่งมีชีวิตในตำนานที่มีอยู่จริง “แองกัสต้องการครูโซมากพอๆ กับที่ครูโซต้องการเขาครับ” เอเทลกล่าวต่อ “นี่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กชายที่เติบโตขึ้น และครูโซก็ช่วยให้เขาเติบโตขึ้นได้ในเวลาที่เขาต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด”

เอเทลกล่าวว่า หนึ่งในสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในการทำงานใน “The Water horse” คือความคิดที่ได้แสดงภาพยนตร์ที่ครอบครัวของเขาจะสนุกไปกับมัน “ผมชอบเรื่องราวของแองกัสและครูโซครับ และผมคิดว่าพ่อแม่ผมก็คงจะชอบเหมือนกัน” เขากล่าว “คุณมักจะได้ยินคำพูดที่ว่าหนังเรื่องนี้ ‘ดูสนุกได้ทั้งครอบครัว’ แต่หนังเรื่องนี้เข้าถึงเด็กๆ ในระดับเรา แต่ก็ยังมีอะไรมากพอสำหรับพ่อแม่ด้วยครับ”

เบน แชปลิน นักแสดงผู้ได้เข้าฉากสำคัญๆ กับอเล็กซ์ กล่าวชมเชยนักแสดงเด็กผู้นี้ว่า “ไม่มีเด็กอายุ 11 ปีคนไหนที่ผมจะอยู่ด้วยอย่างสนุกสนานและรู้สึกสบายใจเท่าเขาอีกแล้วครับ” แชปลินกล่าว “เขาฉลาด กระตือรือร้น คล่องแคล่วและหัวไว เราผูกพันกันมากกว่าตัวละครของเรา หรืออย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นความผูกพันที่เปิดเผยและแสดงออกมากกว่าน่ะครับ ผมหวังว่ามันจะปรากฏให้เห็นเพราะเขาเป็นนักแสดงชั้นเยี่ยมจริงๆ ครับ”

ผู้รับบทแอนน์ แม่ของแองกัส คือเอมิลี วัตสัน นักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด “ผมมีนักแสดงเพียงคนเดียวในใจสำหรับบทนี้ และเธอคนนั้นก็คือเอมิลี วัตสันครับ” เจย์ รัสเซล กล่าว “เอมิลีคือคนคนนั้น ถ้าเธอปฏิเสธ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมจะทำยังไงดี เธอมักจะใส่เอาความซับซ้อนแบบที่ไม่ใช่การแสดงหรือคำพูดที่โอเวอร์เข้าไปในบทบาทของเธอครับ”

“ฉันคิดว่า ‘The Water Horse’ ดำเนินไปตามขนบของนิทานสำหรับเด็ก แต่ก็มีแบ็คกราวด์ที่สมจริงค่ะ” วัตสันกล่าว “ฉันคิดว่าเด็กๆ เข้าใจดีว่ามันเสี่ยงแค่ไหน สำหรับแอนน์ ตัวละครของฉัน การปล่อยให้แองกัสใช้ชีวิตในโลกแฟนตาซีง่ายกว่าการให้เขาเผชิญกับความเจ็บปวดในชีวิตค่ะ”

ทีมผู้สร้างได้เลือกเบน แชปลินมารับบทลูอิส มอว์เบรย์ หนึ่งในตัวละครที่ลึกลับและเป็นปริศนามากที่สุดในเรื่อง “อดีตของลูอิสเต็มไปด้วยความลับมืดดำครับ” รัสเซลกล่าว “เขาผ่านเรื่องราวชีวิตและความตายมามากกว่าตัวละครตัวอื่นๆ ในเรื่อง แต่มันก็ส่งผลกระทบต่อเขามากจนเขาต้องฝังมันไว้ใต้การกระทำของเขา”

“ตอนเริ่มต้น เขาลึกลับหน่อยๆ” แชปลินกล่าว “เขาอยู่ในวัยที่สู้รบได้ แต่ก็ไม่ได้เข้ารับใช้กองทัพ ตอนที่เขาปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่รู้หัวนอนปลายเท้า สองวันให้หลังเขาก็รับหน้าที่เป็นคนงานของแม่แองกัสแล้ว เราไม่รู้ที่มาที่ไปของเขาจริงๆ ครับ”

“เบน แชปลินเป็นนักแสดงที่มีความสามารถมากๆ ผมเป็นแฟนหนังเขามาหลายปีแล้วครับ” รัสเซลกล่าว “เขารับบทเป็นตัวละครหลากหลายประเภทมากจนผมรู้ว่า เขาสามารถรับบทนี้ได้ ตอนที่เราได้พบกัน มันมีความผูกพันกันบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างเราในแง่ของตัวละคร การสวมบทและการแสดงโดยทั่วๆ ไป เขารู้ตั้งแต่ต้นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่เขาจะต้องผูกมิตรกับอเล็กซ์เพราะพวกเขาจะได้เข้าฉากด้วยกันหลายครั้งครับ”

เดวิด มอร์ริสซีย์ นักแสดงผู้คร่ำหวอดในวงการ รับบทร้อยเอกแฮมิลตัน “ผมคิดว่าเดวิดต้องรับบทเป็นตัวละครที่ยากที่สุดเพราะร้อยเอกแฮมิลตันเป็นคนที่ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง” รัสเซลกล่าว “เดวิดได้ประวัติของร้อยเอกแฮมิลตันช่วยในการรับบทนี้ ไม่มีอะไรปรากฏในหนังเรื่องนี้หรอกครับ แต่เดวิดรู้ดีว่าแฮมิลตันสมัยเด็กเรียนที่โรงเรียนไหน เขาทำอะไรในช่วงวันหยุด และที่สำคัญที่สุด เขารู้ว่าเขาเป็นคนที่มีอภิสิทธิ์ แม้ว่าจะมีความคาดหวังต่อแฮมิลตันมากแค่ไหน เขาไม่เคยมีการเตรียมตัวที่เหมาะสมในการรับผิดชอบการนำกองทัพเลย เขาเป็นคนที่ต้องเสแสร้งว่าสามารถควบคุมคนและเป็นผู้นำได้ แต่ลึกลงไปแล้ว เขารู้ดีว่า เขาไม่พร้อมสำหรับหน้าที่นั้น ว่าเขาได้ตำแหน่งนั้นมาเพราะเส้นสาย เดวิดพบประเด็นนี้ในตัวละครของเขาครับ”

“เขาเป็นผู้ชายบ้าอำนาจครับ” มอร์ริสซีย์พูดถึงตัวละครของเขา “เขาเป็นคนอารมณ์อ่อนไหว แต่เขามีหน้าที่ต้องทำและเขาก็ไม่ปล่อยให้ความรู้สึกนั้นมาขัดขวางการทำงานของเขาครับ”

สำหรับรัสเซล การตามหานักแสดงที่เหมาะสมมารับบทผู้บรรยายเรื่องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด “ผมรู้สึกว่าไม่เพียงแต่เราจะต้องหานักแสดงที่ดีมารับบทนี้แต่ต้องเป็นนักแสดงที่เยี่ยม” รัสเซลกล่าว “เพราะเขามีเวลาอยู่ในหน้าจอน้อยมาก ผมก็อยากให้เรารู้สึกผูกพันกับเขาในทันที และติดใจกับเรื่องราวที่เขาจะบอกเล่า คุณจะได้แบบนั้นก็ต่อเมื่อเขาเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมอย่างไบรอัน ค็อกซ์ครับ”

เช่นเดียวกับตอนที่เขาค้นหาเด็กชายที่จะรับบทแองกัส รัสเซลยังต้องการหญิงสาวที่มีความลึกซึ้งมารับบท เคิร์สตี พี่สาวของเขา “การหานักแสดงมารับบทเคิร์สตียากมากพอๆ กับการหานักแสดงมารับบทแองกัส ผมรู้ว่าบทนี้น่าจะเป็นของนักแสดงอายุน้อยที่ไม่มีประสบการณ์” รัสเซลกล่าว “สำหรับผม มันเป็นเรื่องสำคัญที่ครอบครัวในหนังจะต้องดูเหมือนว่าพวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกัน และมีสายเลือดเดียวกัน พรียันกา ซี มีประกายดวงตาและจิตวิญญาณแบบเดียวกับเอมิลีและมีลักษณะคล้ายคลึงเธอด้วย ผมถอนหายใจโล่งอกเลยล่ะตอนที่ผมพบว่าเธอเป็นนักแสดงที่เก่ง”

การเนรมิตชีวิตให้ครูโซ

แน่นอน มีตัวละครอีกตัวหนึ่งที่จะปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่องนี้ นั่นคือ ครูโซ ตัวละครตามชื่อเรื่อง หน้าที่สำคัญในการเนรมิตชีวิตให้ครูโซตกเป็นของเวตา ดิจิตอลและเวตา เวิร์คช็อป ผู้รับผิดชอบเอฟเฟ็กต์ในไตรภาค “Lord of the Ring,” “King Kong” และ “The Chronicles of Narnia”

“ด้วยความที่ว่ามันเป็นตัวละครที่สำคัญต่อหนังมาก สิ่งหลักๆ ที่เราต้องทำคือการกำหนดลักษณะนิสัยของมันครับ” โจ เล็ทเทอรี ซีเนียร์ ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ เจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ดแห่งเวตา ดิจิตอล กล่าว “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราอยากให้มันเป็นสัตว์จริงๆ มันจะต้องมีลักษณะนิสัยเฉพาะตัว แต่เราไม่อยากทำให้มันเหมือนมนุษย์ สิ่งที่สำคัญมากๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือ เราอยากสื่อสารความคิดที่ว่า ครูโซเป็นสิ่งมีชีวิตที่แองกัสสามารถมองเห็นตัวเองในนั้นได้ครับ

“หนังเรื่องนี้ทำให้เราต้องทำในสิ่งที่คนไม่เคยเห็นมาก่อนครับ” เล็ทเทอรีกล่าวเสริม “แผนกสเปเชียล เอฟเฟ็กต์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งระหว่างการถ่ายทำเพราะครูโซจะต้องกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมจริงๆ หลายอย่าง ทุกอย่างที่พวกเขาทำกับแสง ปฏิสัมพันธ์กับน้ำ การขยับเขยื้อนสิ่งต่างๆ ในกองถ่าย สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นช่วยทำให้เกิดความรู้สึกที่ว่า ครูโซอยู่หน้ากล้องจริงๆ ตอนที่ถ่ายทำซีนนั้นครับ”

ขั้นตอนแรกในกระบวนการนั้นคือการออกแบบสิ่งมีชีวิตในตำนานนี้ ด้วยความที่ไม่เคยมีใครเห็นม้าทะเลสาบมาก่อน ทางเลือกจึงเปิดกว้าง รัสเซลกล่าวว่า “ตอนที่ผมนั่งออกแบบมันกับแมท ค็อดด์ ดีไซเนอร์คอนเซ็ปต์ของครูโซ เรามองดูสัตว์และสิ่งมีชีวิตหลากหลายประเภท เรารู้สึกว่า ด้วยความที่ว่าเรากำลังสร้างตำนานนี้ในแบบของเราเอง เราก็เลยอยากได้สิ่งที่มีเอกลักษณ์ ในภาพวาดคอนเซ็ปต์เริ่มแรกของตัวละครตัวนี้ เราใช้สัตว์ประมาณหกชนิดมาเป็นแบบในการวาดหน้าและตัวของครูโซ ถ้าคุณมองภาพวาดคอนเซ็ปต์เริ่มแรกดีๆ คุณจะเห็นว่ามันมีดวงตาเหยี่ยวและจมูกเหมือนม้า มันมีความเป็นสุนัขในนั้น มีไดโนเสาร์ มียีราฟนิดๆ ด้วยซ้ำไป เพราะเราอยากให้ผู้ชมมีความรู้สึกแปลกๆ ที่ทำให้พวกเขาคิดว่า ‘ฉันเคยเห็นสิ่งมีชีวิตแบบนี้มาก่อนนะ แต่ฉันไม่แน่ใจว่ามันคือตัวอะไร’ น่ะครับ”

นอกเหนือจากนั้น ด้วยความที่ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ติดตามครูโซขณะที่มันเติบโตขึ้น ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ จากวัยทารกสู่วัยผู้ใหญ่ ทีมงานก็เลยต้องออกแบบขั้นตอนการเติบโตหลายขั้นตอนให้กับมัน จิโน อาเซเวโด ผู้กำกับศิลป์ฝ่ายสิ่งมีชีวิต ผู้รับหน้าที่ซูเปอร์ไวเซอร์อาวุโสฝ่ายอวัยวะเทียม กล่าวว่าแบบดีไซน์เหล่านี้มีองค์ประกอบที่โดดเด่นหลายอย่างเพื่อที่ว่าผู้ชมจะได้รู้ว่า พวกเขากำลังดูสิ่งมีชีวิตตัวเดียวกันในแต่ละซีน “เรากำหนดสีสันและลักษณะเด่นให้กับมัน เพื่อที่ว่ามันจะได้มีลักษณะบางอย่างติดตัวขณะที่เติบโตขึ้น ไปจนถึงตอนจบของเรื่องครับ”

อย่างไรก็ดี ครูโซเองก็เปลี่ยนแปลงไปขณะที่มันเติบโตขึ้นเช่นกัน “เจย์อยากให้มันตอนเป็นทารกมีสีอ่อนหน่อย แล้วสีจะค่อยๆ เข้มขึ้นเมื่อมันโตขึ้นครับ” อาเวเซโดตั้งข้อสังเกต “ตอนที่มันกลายเป็นวัยรุ่น ไขมันตอนเล็กๆ จะหดหายไป และตัวมันก็เริ่มยืดขยายขึ้น มันมีกล้ามเนื้อชัดเจนมากขึ้น พอเราสร้างครูโซที่เป็นผู้ใหญ่ ผิวหนังมันก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างงดงาม ด้านบนจะเข้มแล้วไล่ลงมาเป็นสีอ่อนตรงสะดือครับ”

อาเซเวโดกล่าวต่อไปว่า “ตอนที่เราพยายามจะนึกว่า ครูโซน่าจะมีขนาดจริงๆ ซักเท่าไหร่ เวตา ดิจิตอลก็สร้างโมเดลแองกัส แล้ววางเขาลงบนหลังครูโซ ซึ่งเราสามารถปรับขนาดครูโซได้จนกระทั่งเราพบขนาดที่เหมาะสมกับทั้งคู่ครับ”

อาเซเวโดและทีมงานที่เวตาได้เริ่มงานจากตรงนั้น ด้วยการปรับแต่ง ขัดเกลาแบบดีไซน์ตามคำสั่งของรัสเซล ในการแต่งเติมลักษณะของแมวน้ำและเพลซิโอซอร์ รวมทั้งรอยย่นและรายละเอียดต่างๆ เข้าไป เวตาได้สร้างรูปปั้นดินเหนียวของครูโซขั้นตอนสุดท้ายขึ้นมา เมื่อได้รับการอนุมัติจากรัสเซล เวตาก็สร้างแบบครูโซจากยูรีเธน ซึ่งจะถูกใช้ในการกำหนดแบบลงสีสำหรับครูโซ ขึ้นมา

ในการนี้ อาเซเวโดได้กลับไปหาแรงบันดาลใจจากโลกแห่งความเป็นจริงสำหรับรังสรรค์สิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ตัวนี้ “เราได้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมที่ครูโซใช้ชีวิตอยู่ตอนที่เราออกแบบสีสันให้กับมันครับ” อาเซเวโดกล่าว “น้ำในสก็อตแลนด์ค่อนข้างจะขุ่นมัว และมันก็มีสาหร่ายลอยล่องเต็มไปหมด ครูโซเป็นสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ที่อาศัยอยู่ที่นั่นมาหลายร้อยหลายพันปีแล้ว มันจะต้องพรางตัวเองได้ค่อนข้างดี ไม่อย่างนั้น มันคงจะถูกจับไปอยู่ซีเวิลด์แล้วล่ะครับ

ด้วยจุดเริ่มต้นนั้น อาเซเวโดเริ่มออกแบบแผนภูมิสีด้วยลวดลายหลากหลาย “ด้วยความที่ครูโซไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีอยู่จริง เราก็เลยผลักดันสิ่งต่างๆ ไปหน่อยเพื่อคิดหาสิ่งที่น่าสนใจมากขึ้นนิดๆ ครับ” อาเซเวโดตั้งข้อสังเกต

เมื่ออาเซเวโดมีแบบดีไซน์แล้ว งานต่างๆ ก็ถูกส่งต่อไปให้กับเวตา ดิจิตอล ผู้สแกนภาพสิ่งมีชีวิตนี้ลงในคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างโมเดลคอมพิวเตอร์สองมิติ และจากตรงนั้น พวกเขาก็สร้างโครงร่าง โครงกล้ามเนื้อและผิวหนังของครูโซขึ้นมา ผิวหนังของมันแสดงให้เห็นถึงความล้ำหน้าด้านเทคนิคของเวตา ดิจิตอล “เรามีเทคโนโลยีผิวแบบใหม่ที่เราคิดขึ้นสำหรับครูโซครับ” เล็ทเทอรีกล่าว “เรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นกับผิวของมันตอนที่มันผลุบๆ โผล่ๆ ขึ้นจากน้ำครับ”

เมื่อแบบดีไซน์ลงตัวแล้ว ความท้าทายต่อไปตกเป็นของอนิเมเตอร์ในการเนรมิตชีวิตให้กับสิ่งมีชีวิตตัวนี้ “สิ่งที่เราได้พูดคุยในตอนเริ่มแรกกับเจย์ ในแง่ของการกำหนดลักษณะนิสัยแบบสัตว์ให้กับครูโซ ก็คือเราจะดูตัวอย่างจากสุนัข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกสุนัข เพราะนั่นเป็นตอนที่ผู้ชมจะได้ทำความรู้จักกับครูโซจริงๆ” เล็ทเทอรีกล่าวอธิบาย “สุนัขเป็นสัตว์ที่แสดงความรู้สึกออกมาอย่างมาก แม้ว่าพวกมันจะไม่ใช่มนุษย์ คุณก็สามารถอ่านอารมณ์มันได้ครับ”

นอกเหนือจากนั้น ครูโซก็จะแสดงอารมณ์ออกมาในลักษณะคล้ายๆ กัน “ด้วยความที่ครูโซพูดไม่ได้ ความรู้สึกของมันจะแสดงออกทางแววตาครับ” อาเซเวโดกล่าว

อนิเมเตอร์เริ่มต้นงานของพวกเขาก่อนหน้าที่การถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้น ในการทดสอบว่าครูโซจะประพฤติปฏิบัติอย่างไร พวกเขาได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักแสดง ผู้ซึ่งระหว่างการถ่ายทำจะต้องโต้ตอบกับหุ่น (ซึ่งภายหลังจะถูกแทนที่ด้วยวิธีการทางดิจิตอล) หรือความว่างเปล่า “เราทำการทดสอบนิดๆ หน่อยๆ ในทันที เพื่อให้ได้ความรู้สึกว่ามันขี้เล่นขนาดไหน มันจะรู้สึกโดดเดี่ยวแค่ไหน มันจะแสดงปฏิกิริยาอย่างไรกับแองกัส และผู้คนที่อยู่รอบตัวมัน เราใช้ตรงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นครับ”

ริชาร์ด เทย์เลอร์ ซูเปอร์ไวเซอร์เวิร์คช็อปแห่งเวตา เวิร์คช็อป กล่าวว่า การให้หุ่นมีปฏิกิริยาตอบโต้นักแสดงและสิ่งแวดล้อมจริงๆ ระหว่างการถ่ายทำเป็นเทคนิคที่ได้ผลดี และเป็นสูตรนำไปสู่ออสการ์ สำหรับเวตา “ในหนังที่เราเคยสร้างมา เราพบว่ายิ่งมีการสร้างตัวตนจริงๆ ขึ้นมาในกองถ่ายมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น มันใช้ได้ดีอย่างยิ่งกับการที่แอนดี เซอร์กิสรับบทเป็นกอลลัมและคอง สิ่งเหล่านี้สามารถเพิ่มเติมเข้าไปในการแสดงได้มากจริงๆ ไม่ใช่สำหรับสิ่งมีชีวิตนั้นๆ แต่สำหรับนักแสดงที่แสดงประกบสิ่งมีชีวิตนั้นต่างหากล่ะครับ แผนกดิจิตอล เอฟเฟ็กต์จะสามารถทำงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดก็จริง แต่ถ้านักแสดงไม่ได้สะท้อนถึงอารมณ์ที่เหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิตตัวนั้น คุณก็จะไม่มีอะไรเลยครับ วิธีนี้เป็นวิธีที่น่ารักที่จะให้นักแสดงได้ทำบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษสุดและเป็นโอกาสให้เราได้เล่นในอ่างอาบน้ำกับของเล่นยางครับ”

“หุ่นพวกนี้ทำจากซิลิโคน มันก็เลยค่อนข้างจะยืดหยุ่นครับ” อาเซเวโดกล่าวอธิบาย “เราใช้ไม้ควบคุมหุ่น ซึ่งการที่พวกมันสามารถเคลื่อนไหวและว่ายน้ำได้น่ะน่าทึ่งทีเดียวครับ เรายังมีม้าทะเลสาบน้อยๆ เวอร์ชันสีฟ้า ซึ่งช่วยให้เวตา ดิจิตอลลบมันออกจากฉากได้ง่ายดายด้วย”

“มันมีเรื่องหนึ่งที่ตลกเกิดขึ้นกับการใช้หุ่นครับ” อาเซเวโดเล่า “ในซีนหนึ่ง ครูโซกำลังดึงทึ้งรองเท้าบู๊ทข้างหนึ่งของพ่อแองกัส หุ่นถูกเส้นลวดผูกติดกับรองเท้าบู๊ท แล้วอเล็กซ์ก็ออกแรงดึงจริงๆ เจย์พร่ำบอกเขาว่า ‘ดึงแรงขึ้นอีก ดึงแรงขึ้นอีก!’ อเล็กซ์ดึงแรงมากจนหัวหุ่นหลุดออกมา เราต้องทำหุ่นขึ้นมาใหม่อีกตัว แต่ครั้งนี้เราใส่เส้นลวดเข้าไปในปากเพื่อที่เขาจะได้ดึงแรงเท่าที่ต้องการได้โดยไม่ต้องห่วงว่าหัวจะหลุดออกมาอีกน่ะครับ”

ในตอนที่เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น ครูโซยังไม่ได้เกิดออกมาจากไข่ ไข่ ซึ่งพิเศษและโดดเด่นมากพอที่แองกัสจะมองเห็นมันและนำมันกลับบ้าน ก็ได้รับการออกแบบโดยเวตาเช่นกัน “ผมเล่นกับดีไซน์และรูปทรงหลายอย่างครับ” อาเซเวโดกล่าว “และอยู่มาคืนหนึ่ง ผมก็เกิดความคิดว่า ด้วยความที่เราอยู่ในนิวซีแลนด์ มันคงจะเจ๋งดีถ้าเราจะใช้เปลือกหอยเป๋าฮื้อ มันเป็นเปลือกหอยที่สวยมากๆ และให้ความรู้สึกเหมือนมีเวทมนตร์ จอห์น ฮาร์วีย์ หนึ่งในช่างเทคนิคของเรา ต้องดำน้ำบ่อยๆ และเขาก็พบชิ้นส่วนเปลือกหอยขนาดใหญ่ ซึ่งเจย์ก็เห็นด้วยว่าเพอร์เฟ็กต์

“ในการสร้างไข่ใบนี้ เราเริ่มต้นจากดินน้ำมัน แล้วเราก็ไปอยู่ที่ชายหาดเพื่อเก็บรวบรวมเศษเปลือกหอยและปะการัง เพื่อเอามาโปะบนมัน พอแบบเสร็จแล้ว เราก็จัดการหล่อแบบปูนเอาไว้ เสร็จแล้วเราก็กะเทาะมันออกแล้วใส่เปลือกหอยเป๋าฮื้อเข้าไปด้านในครับ มันเป็นเหมือนตัวต่อจิ๊กซอว์ที่สามารถหยิบมาต่อใหม่ได้เรื่อยๆ ตามต้องการครับ”

เวตา ดิจิตอลยังมีหน้าที่ในการออกแบบและสร้างโลกใต้น้ำของครูโซด้วย เล็ทเทอรีกล่าวว่า “หลังจากวิดีโอพรีวิชวลไลเซชัน ซึ่งเราแสดงให้เจย์เห็นว่า ใต้ผิวน้ำจะมีลักษณะเป็นอย่างไร เราก็เริ่มสร้างหุบเขา พืช ปลา เรือใต้น้ำ และและสิ่งอื่นๆ ที่เราเห็นใต้นั้น สิ่งที่ท้าทายกว่าคือแสงใต้น้ำครับเพราะเจย์อยากจะถ่ายทอดคุณสมบัติมหัศจรรย์ของแสงที่ถูกหักเห ที่คุณเห็นใต้น้ำ เรายังอยากให้แองกัสดูน่าเชื่อ ว่าเขารู้สึกสบายๆ ตอนอยู่บนหลังครูโซตอนที่จำเป็น แต่ก็ต้องรู้สึกกลัวได้ตอนที่เขาจำเป็นต้องกลัวเหมือนกันครับ”

โลเกชันและการถ่ายทำ

ก่อนหน้าที่การถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้น ทีมผู้สร้างตั้งใจไว้ว่า แม้ว่า “The Water Horse: Legend of the Deep” จะถ่ายทำที่นิวซีแลนด์เป็นส่วนใหญ่ จะต้องมีโลเกชันหนึ่งที่จะต้องถ่ายทำในสก็อตแลนด์ นั่นคือด้านนอกของบ้านที่แองกัสอาศัยอยู่กับแม่และพี่สาวของเขา ทีมงานได้ถ่ายทำที่บ้านอาร์ดคิงแลส ซึ่งเป็นบ้านเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีในชนบท

“เจย์เคยไปเยี่ยมชมบ้านหลังนี้มาแล้วและเขาก็ตกหลุมรักมัน ดังนั้นมันก็เลยเป็นสถานที่แรกที่ผมไปสำรวจครับ” โทนี เบอร์โรห์ ผู้ออกแบบงานสร้างกล่าว “ผมเคยไปสก็อตแลนด์มาหลายครั้งแล้ว แต่พอผมไปถึงอาร์ดคิงแลส ผมก็ได้มองมันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเพื่อใส่มันเข้าไปในบริบทของเรื่องครับ”

“แม้ว่าจะเคยมีบ้านหลายหลังถูกสร้างขึ้นในที่ดินผืนนั้น พวกมันก็ถูกไฟไหม้ไปหมด” เบอร์โรห์กล่าวต่อ “บ้านที่ตั้งอยู่ตรงนั้นในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นมาในปี 1910 แต่ดูมีอายุมากกว่านั้นเยอะ เพราะมันถูกออกแบบมาให้คล้ายกับคฤหาสน์ที่มีกำแพง ป้อมและหอคอย แม้ว่ามันจะไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่มันก็สะท้อนถึงสไตล์สถาปัตยกรรมแบบเก่า เมื่อคุณก้าวเข้าไปในบ้านหลังนี้ มันก็จะมีภาพบ้านแบบจอร์เจียนหลังงามที่ถูกไฟไหม้ติดอยู่ตามผนังครับ”

บ้านหลังนี้มีครอบครัวหนึ่งเป็นเจ้าของมานานนับศตวรรษ นอกเหนือไปจากการดูแลทรัพย์สิน การทำไร่ การปลูกพืชและการทำนุบำรุงต้นไม้ใบหญ้าแบบดั้งเดิม บ้านหลังนี้ยังดำเนินธุรกิจอีกหลายอย่าง ซึ่งรวมถึงการทำบ้านเรือนกระจก การทำสวนอนุรักษ์พืช ฟาร์มหอยนางรม ร้านค้าปลีกและบาร์ออยสเตอร์ เหมืองหิน ฟาร์มแซลมอนและโรงงานเพาะเลี้ยงแซลมอน

ระหว่างที่อยู่สก็อตแลนด์ เบอร์โรห์ได้หาเวลาเพื่อค้นคว้าเกี่ยวกับบริเวณที่จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับส่วนที่เหลือของภาพยนตร์ในขณะที่การถ่ายทำดำเนินไปในอีกซีกโลกหนึ่ง “ผมขับรถไปล็อคเนสเพื่อเยี่ยมชมหมู่บ้านหนึ่งหรือสองแห่งเพื่อให้ได้ความรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ เป็นยังไงในตอนนี้และค้นคว้าว่าชีวิตของคนสองรุ่นก่อนหน้านี้เป็นยังไงน่ะครับ” เขากล่าว

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำในนิวซีแลนด์เป็นส่วนใหญ่ ประเทศแห่งนี้ไม่เพียงแต่มีชุมชนภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถรองรับการถ่ายทำภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ได้ แต่มันยังมีภูมิประเทศหลากหลายที่เต็มไปด้วยโลเกชันในการถ่ายทำมากมาย ที่สำคัญ เวลลิงตันยังเป็นที่ตั้งของเวตา เวิร์คช็อปและเวตา ดิจิตอล สองบริษัทที่มีบทบาทสำคัญในภาพยนตร์ที่อัดแน่นไปด้วยเอฟเฟ็กต์เรื่องนี้ ด้วยเหตุผลเหล่านี้เอง นิวซีแลนด์จึงกลายเป็นโลเกชันที่เหมาะสม

“ตอนที่ผมมาถึงนิวซีแลนด์ งานแรกของผมคือการ ‘ตามหาสก็อตแลนด์’ ครับ” เบอร์โรห์กล่าว “ผมได้ดูฟุตเตจภาพถ่ายทางอากาศและสถานที่ที่ทำให้ผมสนใจคือควีนส์ทาวน์ พอได้เดินทางไปที่นั่นด้วยเฮลิคอปเตอร์ ผมก็พบว่ามันน่าจะใช้ได้ พอผมได้เห็นเส้นทางเล็กๆ ที่ทอดยาวไปถึงข้างๆ ทะเลสาบ ผมก็รู้ว่าผมพบมันแล้ว ผมออกจากเฮลิคอปเตอร์แล้วผมก็ถูกล้อมรอบด้วยกอร์ส [พืชที่พบได้ทั่วไปในสก็อตแลนด์] ความคิดแรกของผมก็คือ ‘ว้าว นี่แหละสก็อตแลนด์’ ครับ”

สำหรับผู้อำนวยการสร้างแบร์รีย์ เอ็ม. ออสบอร์น ผู้ที่ก่อนหน้านี้เคยอำนวยการสร้างไตรภาค “Lord of the Ring” ในนิวซีแลนด์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเหมือนการคืนสู่เหย้า หนึ่งในหน้าที่ของเขาคือการหาโลเกชันที่เหมาะสมกับดินแดนใต้น้ำของสก็อตแลนด์ “เราพบโลเกชันเหมาะๆ ที่อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบวาคาทิพู ซึ่งเป็นฟาร์มแกะที่มีแกะประมาณ 40,000 ตัว เราตัดสินใจถ่ายทำกันที่นั่น แต่นั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ง่ายดายเลย” หนึ่งในความท้าทายนั้นคือถึงแม้ว่าเวลลิงตัน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะเหนือ จะมีชุมชนภาพยนตร์ที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ทะเลสาบวาคาทิพูอยู่ใกล้ควีนส์ทาวน์ ซึ่งห่างออกไป 400 ไมล์ ใจกลางเกาะใต้ “มันไม่มีทีมงานอยู่ที่ควีนส์ทาวน์เลย แม้ว่าจะมีคนมีฝีมือด้านโฆษณา ซึ่งรวมถึงจอห์น มาฮัฟฟีย์ ผู้กำกับ/ช่างกล้องฝีมือเยี่ยมที่เป็นผู้กำกับยูนิทที่สองของเราอยู่ที่นั่นบ้างก็ตาม การถ่ายทำที่นั่นหมายความว่าเราต้องนำทีมงานจากเวลลิงตันไปควีนส์ทาวน์ นอกเหนือจากนั้น ในฟาร์มแกะก็ไม่มีถนนลาดยางมะตอย มันเป็นถนนดินลูกรังล้วนๆ เราต้องซ่อมแซมถนนดินลูกรังหลายสายเพื่อที่ว่ามันจะได้รองรับรถของพวกเราได้ นอกจากนี้ เรายังต้องซ่อมสะพานที่เกือบจะพังอยู่รอมร่อ แล้วเราก็ต้องขนส่งทีมงานของเราข้ามทะเลสาบกลับไปกลับมาทุกวัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องจัดการเรื่องเวลาอย่างเหมาะสม แต่เราทุกคนก็รู้สึกว่า มันคุ้มค่ากับสิ่งที่เราได้มาในหน้าจอ มันแสดงคุณค่าของมันเองออกมาครับ”

ในการถ่ายทำวันแรก ทีมงานและนักแสดงได้รวมตัวกันที่ขอบทะเลสาบเพื่อเข้าร่วมพิธีอำนวยพรแบบเมารี ผู้สูงอายุจากเผ่าเมารีได้ประกอบพิธีกรรมและมอบก้อนหินสีเขียว ซึ่งจะปัดเป่าเคราะห์ร้ายให้ผู้สวมใส่ แก่ผู้กำกับเจย์ รัสเซลและเหล่านักแสดงซึ่งได้แก่เอมิลี วัตสัน, อเล็กซ์ เอเทล, เบน แชปลินและเดวิด มอร์ริสซีย์

การถ่ายทำสามสัปดาห์แรกดำเนินไปในอีกฝั่งของทะเลสาบในควีนส์ทาวน์และต้องมีการขนส่งทีมงานและนักแสดงกว่า 200 คนไปยังกองถ่ายทางเรือ ฤดูหนาวเพิ่งจะมาเยือนควีนส์ทาวน์และภูเขาก็เริ่มถูกแต่งแต้มด้วยหิมะแรก ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ทะเลสาบสงบนิ่งเกือบตลอดเวลา ซึ่งเป็นเหตุการณ์แปลกประหลาดในรอบปี การเดินทางข้ามทะเลสาบทำให้ได้เก็บภาพภูมิทัศน์รอบด้านที่น่าทึ่งในช่วงกลางวันและท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับในยามค่ำคืน

“มันเป็นโลเกชันที่ทำงานยากเพราะเราต้องทำงานกันตอนกลางคืนครับ” อเล็กซ์ เอเทลเล่า “มันหนาวจริงๆ และเราก็อยู่ใกล้น้ำ เราใช้หอคอยฝนและฝนเหน็บหนาวก็เทใส่เราตลอดเวลา คนจากแผนกเสื้อผ้าเป็นมืออาชีพจริงๆ พวกเขาทำให้ผมอบอุ่นได้มากที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้ครับ”

อย่างไรก็ดี สภาพการณ์เช่นนั้นกลับช่วยส่งเสริมการแสดงได้ อย่างที่เดวิด มอร์ริสซีย์กล่าวไว้ว่า “ตัวละครอยู่ท่ามกลางพายุ และเราก็ต้องกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกนั้นด้วยน้ำฝนที่หนาวเย็นมากๆ มันเป็นเรื่องดีสำหรับนักแสดงครับ มันวิเศษสุดที่เกิดความรู้สึกว่า คุณอยู่ที่นั่นและกำลังทำอย่างนั้นจริงๆ น้ำมาเป็นระลอก คลื่นซัดสาดเข้ามาและฝนก็เย็นเฉียบ มันทำให้ผมมีอะไรในการทำงานด้วย ความอึดอัดของบรรยากาศเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ครับ”

หลังจากที่เสร็จสิ้นจากการทำงานในควีนส์ทาวน์ ทีมงานก็ถอนสมอแล้วบินไปทำงานต่อที่สโตน สตรีท สตูดิโอส์ในเวลลิงตัน การทำงานที่นั้นโดยส่วนใหญ่เป็นงานบนสเตจที่ใช้ฉากอันเหลือเชื่อที่ออกแบบโดยโทนี เบอร์โรห์ ผู้ออกแบบงานสร้าง ที่น่าประทับใจที่สุดคือการที่ทีมงานได้สร้างแทงค์ถ่ายทำเอาท์ดอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในแทงค์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจุน้ำได้กว่า 4.2 ล้านลิตร “มันมีความลึกแปดฟุต และมีปริมาตรสามในสี่ของสนามฟุตบอลครับ” ออสบอร์นอธิบาย ด้วยขนาดประมาณ 70x100 เมตร ด้านทั้งสามของแทงค์นี้ถูกห้อมล้อมด้วยบลูสกรีน

ออสบอร์นเล่าว่า ทีมงานกล้อง กริปและแสงต่างก็มีส่วนร่วมในการออกแบบแทงค์นี้ “แม้ว่าเราจะอยู่ในแทงค์ แต่ด้วยความที่เราอยู่กันด้านนอก เราก็อาจจะเจอสภาพอากาศที่เลวร้ายได้เพราะเราถ่ายทำกันในฤดูหนาวครับ” เขากล่าว “เราก็เลยออกแบบแทงค์นี้ภายใต้ความร่วมมือจากแผนกทุกแผนกของเรา ยกตัวอย่างเช่น เราได้ทีมงานเอฟเฟ็กต์จักรกลมาออกแบบรางสำหรับครูโซที่ก้นแทงค์ ผมอยากได้ความยืดหยุ่นมากกว่าที่พวกเขาสร้างขึ้นในตอนแรก ผมก็เลยขอให้พวกเขาติดตั้งกลไกครูโซบนเจ็ตสกี ซึ่งพวกเขาก็สามารถทำได้อย่างน่าอัศจรรย์ภายในเวลาสี่วันครับ”

สำหรับอเล็กซ์ เอเทล ซีนที่ถ่ายทำในแทงค์ทำให้เขาต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ ในตอนที่การถ่ายทำเริ่มต้นขึ้น เขาแทบจะว่ายน้ำไม่เป็นเลย เพื่อให้เขาสามารถถ่ายทำได้ด้วยตัวเอง (แทนที่จะพึ่งพาสตันท์ ดับเบิล) เอเทลก็เลยฝึกว่ายน้ำกับผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์ ออจี เดวิส อยู่หลายสัปดาห์

เดวิสอธิบายว่า “ทีมงานได้สร้างกลไกลครูโซขึ้นใต้น้ำ ซึ่งทำให้อเล็กซ์ต้องอยู่ใต้น้ำเป็นเวลานาน อเล็กซ์มีช็อตใต้น้ำซัก 20 ช็อต ซึ่งแต่ละช็อต อเล็กซ์จะต้องกลั้นหายใจซัก 20 วินาที เขาจะต้องจับกลไกใต้น้ำไว้ แล้วก็คาดเข็มขัดน้ำหนักเพื่อถ่วงเขาให้อยู่ใต้น้ำ เขาถูกห้อมล้อมด้วยนักประดาน้ำและก็มีถังอากาศที่เขาจะดึงมาสูดได้ตลอดเวลา อเล็กซ์ปรับตัวได้อย่างดีและใช้เวลาเรียนรู้กับครูสอนดำน้ำของเราอยู่นานหลายชั่วโมง เขาสามารถกลั้นหายใจได้ประมาณ 45 วินาที ซึ่งน่าทึ่งมากสำหรับคนที่ไม่ได้เติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้ครับ”

เอเทลสนุกสนานกับการฝึกของเขา “ออจีเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรกที่ผมได้พบในหนังเรื่องนี้และเขาก็สอนอะไรต่อมิอะไรผมมากมาย ทีมงานสตันท์เป็นคนสนุกมากและพวกเขาก็เป็นมืออาชีพมากๆ ครับ เขาสอนผมเกี่ยวกับน้ำและวิธีการกลั้นหายใจเยอะมาก มันเป็นประโยชน์จริงๆ ที่ได้เรียนรู้เรื่องทั้งหมดนั้นก่อนที่เราจะลงไปในแทงค์น่ะครับ”

การออกแบบงานสร้าง

สำหรับโทนี เบอร์โรห์ ผู้ออกแบบงานสร้าง ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกับผู้กำกับเจย์ รัสเซลมาแล้วใน “Tuck Everlasting” และ “Ladder 49” “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการถ่ายทอดความจริงที่ว่า เราอยู่ในสก็อตแลนด์ปี 1942 ครับ” เขากล่าว “เราต้องสร้างสก็อตแลนด์ของเราขึ้นมาในนิวซีแลนด์ มันเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ที่โลกที่เราสร้างขึ้นจะต้องสมจริงเพื่อที่ว่าสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ จะออกมาสมจริงด้วยเช่นกัน”

“ผมกับเจย์ร่วมงานกันมานานพอที่ผมจะรู้ว่า ถ้าผมให้ฉากที่สวยๆ กับเขา เขาก็จะใช้มันแน่ๆ” เบอร์โรห์กล่าว “เจย์ชอบการสร้างบรรยากาศ การใช้คุณสมบัติมหัศจรรย์ที่คุณสามารถสร้างขึ้นมาได้ในหนัง เขาชอบการบอกเล่าเรื่องราวด้วยภาพและบทพูด และมันก็เป็นหน้าที่ของผมในการช่วยเขาสร้างภาพเหล่านั้นขึ้นมาครับ”

ขณะที่เขากำลังสร้างภาพภายในของคิลลิน ลอดจ์ขึ้นบนซาวน์ดสเตจ ซึ่งห่างจากสก็อตแลนด์นับพันๆ ไมล์ เบอร์โรห์ก็มีอิสระสมบูรณ์ในการออกแบบ “ผมเริ่มมองข้อมูลอ้างอิงจากหลากหลายที่ เช่นคฤหาสน์ในชนบทของอังกฤษหรือกระท่อมล่าสัตว์ขนาดใหญ่ในสก็อต” เขากล่าว “ท้ายที่สุด เราก็สร้างบ้านลูกผสมขึ้นจากภาพที่แตกต่างกันทั้งหลายเหล่านั้น ผมหยิบเตาผิงที่วิเศษสุดที่ผมได้เห็นในบ้านหลังหนึ่ง บันไดสวยๆ และรายละเอียดประตูที่น่าสนใจมาใช้ ผมอยากให้บ้านหลังนี้ดูมีประวัติศาสตร์บางอย่าง แต่ผมก็ต้องทำให้ด้านในดูสอดคล้องกับด้านนอกด้วย ผมรู้ว่าบ้านที่เรามีอยู่ไม่ได้เก่าขนาดนั้น ผมก็เลยสร้างบ้านทรงวิคตอเรียนที่ย้อนกลับไปสู่สมัยเอลิซาเบเธียนและจาค็อบเบียน เพิ่มเติมงานหินแบบยุคกลางเข้าไปอีกหน่อย นั่นเป็นสิ่งที่สถาปนิกสมัยวิคตอเรียนทำกันครับ พวกเขาขโมยสิ่งละอันพันละน้อยจากยุคสมัยต่างๆ แล้วเพิ่มเติมตกแต่งรายละเอียดต่างๆ เข้าไปแบบโอเวอร์ครับ

“ด้วยความที่ว่าบ้านอาร์ดคิงแลส ซึ่งเป็นบ้านจริงในสก็อตแลนด์ที่เราใช้ถ่ายภาพภายนอก มีขนาดใหญ่มาก เราก็เลยออกแบบห้องภายในให้มีขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน” เบอร์โรห์กล่าวเสริม “เรายังคำนึงด้วยว่าฉากภายในจะต้องรองรับการวิ่งไล่จับกันในบ้านได้ด้วย กล้องสามารถเดินทางไปในแต่ละห้อง ติดตามการไล่จับเข้าไปสู่ห้องอาหาร ที่ซึ่งทุกคนนั่งรับประทานอาหารกันอย่างเป็นทางการที่โต๊ะขนาดใหญ่”

“รายละเอียดเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผมครับ” เบอร์โรห์กล่าวต่อ “ด้วยความที่เราติดตามสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ถูกสุนัขไล่ตาม และมีความยาวแค่ 6-8 นิ้ว ไปรอบบ้าน กล้องจะต้องต่ำมากๆ เราจะเห็นรายละเอียดของพื้น พวกปาร์เก พื้นหินและพื้นห้องครัว พื้นผิวและเนื้อไม้ที่แตกต่างกันเป็นสิ่งสำคัญครับ”

รายละเอียดอีกอย่างหนึ่งที่เบอร์โรห์พบว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ แม้ว่าจะมีคอหนังน้อยคนนักที่จะเห็น คือการสร้างตราประจำตระกูล “ผมสร้างตราประจำตระกูลขึ้นมาเพราะผมอยากให้บ้านมีประวัติศาสตร์ซักหน่อยครับ” เขากล่าว “เราไม่รู้จักครอบครัวนี้เพราะพวกเขาไม่ได้อยู่ในหนัง แต่อิทธิพลของพวกเขาก็ยังคงอยู่ ด้วยความที่บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ใกล้ทะเลสาบและทะเลสาบก็ไหลออกไปสู่ทะเล ทะเลก็เลยอยู่ในคติ และมีสิ่งมีชีวิตในทะเลอยู่ในตราประจำตระกูลด้วย ความคิดของผมก็คือบ้านหลังนี้น่าจะมีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตลึกลับในท้องทะเล มันเป็นโอกาสทองที่จะใช้ภาพม้าทะเลสาบเล็กๆ น้อยๆ น่ะครับ”

ห้องเวิร์คช็อปก็เป็นฉากที่สำคัญเช่นกัน “มันเป็นโลกลับๆ ของแองกัสครับ” เบอร์โรห์กล่าว “มันเป็นเวิร์คช็อปของพ่อเขา แองกัสมีภาพของพ่อ แผนที่และปฏิทินติดไว้ที่ผนัง มันเป็นที่พักพิงของเขา เป็นโลกส่วนตัวที่เขาใช้หลบหนีความเป็นจริงครับ”

การถ่ายทำ

สำหรับโอลิเวอร์ สเตเปิลตัน ผู้กำกับภาพมือเก๋า เสน่ห์สำคัญอย่างหนึ่งของเรื่องคือโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับเวตา ดิจิตอล “มันเป็นความแตกต่างจากงานที่ผมเคยทำมาก่อน ในแง่ที่ว่ามันจะต้องเกี่ยวข้องกับ CGI และซีเควนซ์เทคนิคมากมายครับ” เขากล่าว “ด้วยการสร้างภาพดิจิตอล คุณมีทางเลือกมากกว่าแต่ก่อน แต่ถ้าคุณไม่ระวังล่ะก็ อิสระก็จะหมายถึงการขาดวินัย คุณอาจจะคิดว่า ‘ฉันถ่ายทำยังไงก็ได้ เดี๋ยวค่อยมาแก้ทีหลังก็ได้’ ยิ่งผมรู้จักการสร้างภาพดิจิตอลมากเท่าไหร่ ผมก็คิดว่ามันเป็นจริงน้อยเท่านั้น ผมคิดว่าการรักษาองค์ประกอบให้ถูกต้องก็ยังเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดครับ”

ในตอนแรก รัสเซลและสเตเปิลตันตกลงกันเรื่องลุคของภาพยนตร์เรื่องนี้เอาไว้ “ในหลายแง่มุม สไตล์ของเราค่อนข้างจะเป็นไปตามแบบฉบับครับ” เขาตั้งข้อสังเกต “มันมีอะไรบางอย่างแรงกล้าในแง่ของเรื่องราวในหนังเรื่องนี้ ที่ทำให้การถ่ายทำแบบคลาสสิกเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการเสริมสร้างเรื่องราวสองชั่วโมงที่น่าตื่นตาตื่นใจและเต็มไปด้วยแอ็กชันอยู่แล้วครับ

เครื่องแต่งกาย

“สิ่งที่สำคัญที่สุดในเรื่องราวนี้คือคุณต้องเชื่อในม้าทะเลสาบครับ” จอห์น บลูมฟิลด์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายกล่าวอธิบาย “ในการสร้างความรู้สึกแบบนั้น คุณต้องทำให้แบ็คกราวด์แน่นหนา ซึ่งนั่นก็รวมถึงเครื่องแต่งกายด้วย ทุกสิ่งที่เราสร้างต้องสมจริงจนคุณไม่สงสัยเลยแม้ซักวินาทีเดียวว่านี่เป็นโลกจริงๆ”

“เรื่องราวในปี 1942 ได้รับการบันทึกเอาไว้อย่างละเอียดครับ” บลูมฟิลด์กล่าวต่อ “จริงๆ แล้ว มันเป็นปีที่ผมเกิด ผมก็เลยรู้จักมันดี หนังเรื่องนี้มีเรื่องราวเกิดในสก็อตแลนด์ มันก็เลยไม่ใช่ยุคที่มีสีสันฉูดฉาดนัก มันเป็นยุคสมัยของเสื้อผ้าแบบใช้งานได้จริง ไม่มีใครใช้เงินซื้อเสื้อผ้า ผมก็เลยไม่ได้ดูภาพวาดแฟชันจากปี 1942 ผมมองหาสิ่งต่างๆ ที่น่าจะซื้อหาได้ในปี 1935 มันเป็นแค่เรื่องของการรักษาลุคเรียบง่ายและราบเรียบนั้นน่ะครับ

“พอผมไปถึงนิวซีแลนด์ ผมก็พบแหล่งเนื้อผ้าที่ยอดเยี่ยม” บลูมฟิลด์กล่าวต่อ “สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการถักนิตติง ผมมีนักถักนิตติงฝีมือเยี่ยมหลายคนที่นี่ และแน่นอนว่าคุณภาพของขนสัตว์นิวซีแลนด์น่ะเหลือเชื่อเลย มันช่วยทำให้เสื้อผ้าดูสมจริง อย่างเช่นน้ำหนักของเนื้อผ้าที่คุณเห็นในเสื้อผ้าที่เราไม่ได้สวมใส่ในปัจจุบันนี้น่ะครับ”

บลูมฟิลด์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ว่าอเล็กซ์ เอเทลจะมีความเป็นผู้ใหญ่ยังไง เขาก็ยังเป็นเด็กสมัยใหม่ “สิ่งที่ยากเกี่ยวกับเด็กผู้ชาย ซึ่งอเล็กซ์เยี่ยมทีเดียว คือการเกลี้ยกล่อมเขาว่าเสื้อผ้าพวกนี้ไม่ได้ตลกครับ” บลูมฟิลด์กล่าว พลางอธิบายว่าเอเทลเปิดกว้างต่อเครื่องแต่งกายของตัวละครของเขาเมื่อเขาเห็นว่ามันเข้ากับยุคสมัยนั้น “เขาดึงกางเกงขึ้นมาถึงเอวอย่างเหมาะสม สวมเสื้อเชิ้ตตัวโคร่ง และรองเท้าบู๊ทกับถุงเท้าขนสัตว์คู่ใหญ่ ผมโชว์ภาพเสื้อผ้าจริงๆ ให้เขาดูแล้วก็เล่าให้เขาฟังถึงสิ่งต่างๆ ที่ผมจำได้ถึงการที่ได้สวมขนสัตว์แนบกับผิวหนังคุณ เขาเข้าถึงมันจริงๆ ครับ ซีนบนชายหาดเผยเกี่ยวกับตัวละครของเขามากมาย เขายืนอยู่ตรงนั้นโดยสวมเสื้อผ้าครบทุกชิ้น ทั้งกางเกงขาสั้น สเว็ตเตอร์ ถุงเท้าและรองเท้าบู๊ท ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ บนชายหาดเล่นกันในชุดว่ายน้ำ มันแสดงให้เห็นว่าแองกัสโดดเดี่ยวแค่ไหนครับ”

ความท้าทายอีกอย่างหนึ่งของบลูมฟิลด์คือการจัดหาชุดให้กับกองทัพที่เข้ามายังคิลลิน ลอดจ์ “กองทัพปฏิบัติตามกฎของกองทัพ และเราก็ต้องจำลองสิ่งที่เราเห็นในภาพถ่ายและข่าวทั้งหมดครับ ผมทำอย่างดีที่สุด แต่นี่เหมือนกับระเบิดเลยครับ คุณสามารถอ่านหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าเกี่ยวกับกฎกองทัพ แต่ไม่มีวันทำได้อย่างถูกต้องหรอก ทุกคนมีความเห็นต่างกันออกไป มีรูปถ่ายเยอะแยะก็จริง แต่รูปถ่ายก็ลวงตาบ่อยครั้ง ในตอนที่จะถูกถ่ายรูป คนก็จะสวมใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุด แบบที่พวกเขาจะไม่สวมใส่จริงๆ เวลาออกรบ มันเป็นเรื่องยากเสมอที่จะดึงเอาชีวิตทหารจริงๆ ออกมาเพื่อให้ได้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงล้วนๆ น่ะครับ”

“ความสมจริงเป็นคำที่มักจะปรากฏขึ้นมาเสมอในตอนที่คุณสร้างหนังพีเรียด” รัสเซลกล่าว “ผมอยากจะทำให้แน่ใจว่า ไม่เพียงแต่ทหารจะดูเหมือนทหาร แต่ยังปฏิบัติตัวเหมือนทหารอีกด้วย หนทางเดียวที่คุณจะทำอย่างนั้นได้คือการให้คนมาฝึกกองทัพครับ เราโชคดีที่ได้ทหารในกองทัพนิวซีแลนด์ที่ชื่อเดวิด สตรองเข้ามาช่วยเรา ผมแน่ใจว่าตัวประกอบมากมายเหล่านี้ไม่รู้เลยว่าพวกเขาต้องเจอกับอะไรตอนที่พวกเขาบอกว่าอยากจะเป็นตัวประกอบในหนัง พวกเขาไม่รู้หรอกว่าพวกเขาจะต้องเข้าร่วมกองทัพจริงๆ แต่เดวิดก็ให้พวกเขาเดินแถว ฝึกฝน ทำความเคารพและยิงปืนใหญ่ด้วยครับ”

เกี่ยวกับนักแสดง

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เอมิลี วัตสัน (แอนน์ แม็คมอร์โรว์) กลายเป็นนักแสดงที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในวงการบันเทิงอย่างรวดเร็ว เธอกลายเป็นที่สนใจของผู้ชมทั่วโลกเป็นครั้งแรกจากการแสดงอันน่าจดจำของเธอในบทเบส ในภาพยนตร์ของลาร์ ฟอน เทรียร์เรื่อง “Breaking the Waves” ซึ่งเป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ การแสดงอันน่าประทับใจของเธอทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงทั้งออสการ์และลูกโลกทองคำ และได้รับรางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์นิวยอร์กและรางวัลเฟลิกซ์ อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และได้รับรางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์ลอนดอนสาขานักแสดงหน้าใหม่แห่งปีในปี 1997

เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์และลูกโลกทองคำเป็นครั้งที่สอง อีกทั้งยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดและรางวัลบาฟตา สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในปี 1999 จากการแสดงที่ติดตรึงใจของเธอในบทแจ็คกีจากภาพยนตร์โดยอ็อคโตเบอร์ ฟิล์มส์เรื่อง “Hilary and Jackie” ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวโศกสลดของนักเล่นเซลโลคลาสสิก แจ็คเกอลีน ดู พรี กำกับโดยแอนนานด์ ทัคเกอร์

ล่าสุด วัตสันเพิ่งแสดงประกบเรเน เซลวีเกอร์ในเรื่อง “Miss Potter” และแสดงใน “Wah-Wah” ที่เขียนบทและกำกับโดยริชาร์ด อี. แกรนท์ เมื่อเร็วๆ นี้ เธอยังเพิ่งแสดงภาพยนตร์เรื่อง “The Preposition” ประกบกาย เพียร์ซ, เลียม นีสันและจอห์น เฮิร์ต, “Tim Burton’s Corpse Bride” และ “Separate Lies” ที่กำกับโดยจูเลียน เฟลโลว์ส (“Gosford Park”) หลังจากนี้ เธอจะมีผลงานเรื่อง “Synecdoche, New York” ให้กับผู้กำกับ/มือเขียนบท ชาร์ลี คอฟแมน และใน “Fireflies in the Garden” ประกบจูเลีย โรเบิร์ตส์ ปัจจุบัน วัตสันกำลังถ่ายทำภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางไลฟ์ไทม์เรื่อง “The Memory Keeper’s Daughter” ที่เธอแสดงประกบเดอร์มอต มัลโรนีย์

วัตสันได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสำหรับบทแอนน์ เซลเลอร์ส ในภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชมเชยเรื่อง “The Life and Death of Peter Sellers” ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ วัตสันได้แสดงภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่อง ซึ่งรวมถึงโรแมนติกคอเมดีออฟบีตของพอล โธมัส แอนเดอร์สันเรื่อง “Punch-Drunk Love” ซึ่งเธอร่วมแสดงกับอดัม แซนด์เลอร์, “Red Dragon” พรีเควลของ “Silence of the Lambs” ที่กำกับโดยเบรท แรทเนอร์และร่วมแสดงโดยเอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน, ราล์ฟ ไฟน์ และเซอร์แอนโธนี ฮ็อปกินส์, “Gosford Park” ของผู้กำกับโรเบิร์ต อัลท์แมน, “Cradle Will Rock” ของทิม ร็อบบินส์, บทตัวเอกของ “Angela’s Ashes” ของอลัน ปาร์คเกอร์ ซึ่งดัดแปลงจากอนุทินรางวัลพูลิทเซอร์ของแฟรงค์ แม็คคอร์ทและภาพยนตร์ของอลัน รูดอล์ฟเรื่อง “Trixie” ซึ่งเธอร่วมแสดงกับนิค โนลเต เธอยังได้ร่วมแสดงกับจอห์น เทอร์ทูโรในภาพยนตร์เรื่อง “The Luzhin Defense” ที่กำกับโดยมาร์ลีน กอร์ริส และสร้างขึ้นจากนิยายของโนโบคอฟ ได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง “The Boxer” ร่วมกับแดเนียล เดย์-ลูอิส และแสดงภาพยนตร์เรื่อง “Metroland” ซึ่งสร้างขึ้นจากนิยายของจูเลียน บาร์นส์ ร่วมกับคริสเตียน เบลอีกด้วย

ด้านจอแก้ว วัตสันรับบทแม็กกี ทัลลิเวอร์ในผลงานสร้างของบีบีซี มาสเตอร์พีซ เธียเตอร์จากละครของจอร์จ เอเลียตเรื่อง "The Mill on the Floss"

วัตสันเป็นนักแสดงที่คร่ำหวอดบนเวทีละครลอนดอน ผลงานละครเวทีของเธอได้แก่ "Three Sisters," "The Children's Hour" (ที่โรงละครรอยัล เนชันแนล เธียเตอร์) และ "The Lady from the Sea" ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2002 วัตสันได้แสดงละครเรื่อง "Uncle Vanya" (ในบทซอนยา) และ "Twelfth Night" (ในบทไวโอลา) ที่กำกับโดยแซม เมนเดส (“American Beauty,” “The Road to Perdition”) ผู้กำกับเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ที่โรงละครดอนมาร์ แวร์เฮาส์ เธียเตอร์ ละครชื่อดังทั้งสองเรื่องนี้ยังจัดแสดงแบบจำกัดรอบที่บรูคลิน อคาเดมี ออฟ มิวสิคในนิวยอร์ก ซิตีอีกด้วย นอกจากนี้ เธอยังได้ร่วมแสดงกับคณะรอยัล เชคสเปียร์ คัมปะนีในละครหลายเรื่อง เช่น "Jovial Crew," "The Taming of the Shrew," "All's Well That Ends Well" และ "The Changeling"

วัตสันอาศัยอยู่ในลอนดอนกับแจ็ค วอเตอร์ส สามีของเธอ

อเล็กซ์ เอเทล (แองกัส แม็คมอร์โรว์) เด็กชายวัย 13 ปี มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกตอนอายุแปดขวบ ด้วยภาพยนตร์ของแดนนี บอยล์เรื่อง “Millions” เอเทลถูกค้นพบระหว่างที่มีการคัดเลือกนักแสดงรุ่นเยาว์ที่โรงเรียนของเขาในแกตลีย์, เชอเชียร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะอังกฤษ

“ผมอยู่ถูกที่ถูกเวลาครับ” เอเทลเล่า “ผมไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะเป็นนักแสดง ผมก็เหมือนเด็กแทบทุกคนในอังกฤษที่อยากจะเป็นนักฟุตบอล แต่สิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้น และทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปครับ ‘Millions’ เป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งสำหรับผม”

เอเทลยังได้แสดงในมินิซีรีส์ห้าตอนทางบีบีซีเรื่อง "Cranford" ซึ่งเขารับบทเป็นหนึ่งในตัวเอกของเรื่อง

เบน แชปลิน (ลูอิส มอว์เบรย์) เกิดในลอนดอน เขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนกิลด์ฮอล สคูล ออฟ มิวสิค แอนด์ ดรามา หลังจากได้รับบทใน “The Remains of the Day” และละครโทรทัศน์เรื่อง “The Return of the Borrowers,” “A Few Short Journeys of the Heart” และ “Resort to Murder” แชปลินก็ได้รับเลือกให้รับบทแมทธิว มาโลนในซีรีส์อังกฤษยอดนิยมเรื่อง “Game On!” แต่เขาก็หวนคืนสู่จอเงินอีกครั้งเมื่อเขาได้รับข้อเสนอให้รับบทนำประกบอูมา เธอร์แมนใน “The Truth About Cats and Dogs” ตามมาด้วยบทนำของเขาในภาพยนตร์ของแอ็กเนียสกา ฮอลแลนด์เรื่อง “Washington Square” และภาพยนตร์ของเทอร์เรนซ์ มาลิคเรื่อง “The Thin Red Line” เขากลับมาร่วมงานกับผู้กำกับคนเดิมอีกครั้งใน “The New World”

ด้านจอแก้ว แชปลินได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง “Feast of July,” “Lost Souls,” “Beautiful Girl” และ “Murder by Numbers” เขายังได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ผจญภัยของฮ่องกงเรื่อง “The Touch” ภาพยนตร์ของริชาร์ด แอร์เรื่อง “Stage Beauty” และภาพยนตร์ของมาร์ธา ไฟน์เรื่อง “Chromophobia” ล่าสุด เขาเพิ่งแสดงประกบแซลลี ฟิลด์เรื่อง “Two Weeks”

แชปลินเป็นนักแสดงละครเวทีที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโทนี อวอร์ดปี 2004 ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากละครเรื่อง “The Retreat from Moscow” ในอังกฤษ เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโอลิเวียร์ อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยมจากละครของเทนเนสซี วิลเลียมส์เรื่อง “The Glass Menagerie” โปรดักชันของดอนมาร์ แวร์เฮาส์ เขายังได้แสดงละครเวทีที่โรงละครแห่งชาติและเดอะ รอยัล คอร์ทในลอนดอนอีกด้วย

เดวิด มอร์ริสซีย์ (ร้อยเอก แฮมิลตัน) ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงอังกฤษที่มีความสามารถมากที่สุดในหมู่นักแสดงรุ่นราวคราวเดียวกัน โดยเขามีผลงานที่หลากหลายทั้งในแวดวงภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์และละครเวที

หลังจากนี้ มอร์ริสซีย์จะมีผลงานในภาพยนตร์เรื่อง “The Other Boleyn Girl” ที่สร้างขึ้นจากหนังสือขายดีโดยฟิลิปปา เกรกอรี และนำแสดงโดยนาตาลี พอร์ตแมน, สการ์เล็ตต์ โยฮันสันและอีริค บานา ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดจะลงโรงในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2008 เขาเพิ่งเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง “Sense and Sensibility” ในบทผู้พันแบรนดอน โดยภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดแพร่ภาพทางพีบีเอสในไตรมาสแรกของปี 2008

มอร์ริสซีย์ได้แสดงในละครโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมสูงและได้รับเสียงวิจารณ์ชมเชยมากที่สุดของอังกฤษหลายเรื่อง ซึ่งรวมถึง “Our Mutual Friend,” “Clocking Off,” “Holding On” (ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอาร์ทีเอสอันทรงเกียรติ), ดรามาการเมืองหกตอนทางบีบีซีเรื่อง “State of Play” (ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบาฟตา) และ “The Deal” หนึ่งในดรามาที่สร้างเสียงขัดแย้งสูงสุดทางแชนแนล โฟร์ของผู้กำกับสตีเฟน เฟรียร์ส ซึ่งเขารับบทกอร์ดอน บราวน์ และทำให้เขาได้รับรางวัลอาร์ทีเอส อวอร์ด เมื่อปีที่แล้ว เดวิดแสดงใน “Viva Blackpool” รายการ 90 นาทีทางช่อง BBC1 ซึ่งออกอากาศทางบีบีซี อเมริกา ในประเทศอเมริกา ซีรีส์นี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ ล่าสุด ผู้ชมจอแก้วได้เห็นเขาแสดงใน “Meadowlands” ซีรีส์เจ็ดตอนทางโชว์ไทม์ ดรามาสะเทือนใจเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวหนึ่ง ระหว่างที่พวกเขาเข้าสู่โปรแกรมคุ้มครองพยาน และสำรวจธรรมชาติแท้จริงของเอกลักษณ์

ผลงานละครโทรทัศน์และละครเวทีของเขาทำให้เขาได้รับความสนใจจากโลกภาพยนตร์และเขาก็ได้แสดงในภาพยนตร์หลากหลายแนว เช่น “Hilary & Jackie,” “Some Voices,” “Born Romantic,” “Captain Correlli’s Mandolin,” “Derailed” ของมิราแมกซ์, “Stoned” ของสตีเฟน วูลลีย์, “Basic Instinct 2” ของผู้กำกับไมเคิล เคตัน-โจนส์และล่าสุด “The Reaping”

นอกเหนือจากงานแสดงแล้ว มอร์ริสซีย์ยังก่อตั้งบริษัทโปรดักชันของตัวเองในชื่อ ทูเบเดล ฟิล์มส์ เขาได้กำกับภาพยนตร์ขนาดสั้นและโปรเจ็กต์โทรทัศน์หลายงานในอังกฤษผ่านทางบริษัทนี้ ล่าสุด เขาเพิ่งกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก “The Pool” ซึ่งมีเรื่องราวเกิดในเมืองลิเวอร์พูล บ้านเกิดของเขา

ไบรอัน ค็อกซ์ (ผู้บรรยาย) เป็นนักแสดงละครเวที ละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย เจ้าของผลงานภาพยนตร์กว่า 50 เรื่องผู้นี้เพิ่งร่วมแสดงในภาพยนตร์ของเดวิด ฟินเชอร์เรื่อง “Zodiac,” ภาพยนตร์ของไรอัน เมอร์ฟีย์เรื่อง “Running with Scissors,” ภาพยนตร์ของวู้ดดี อัลเลนเรื่อง “Match Point,” ภาพยนตร์ของเวส คราเวนเรื่อง “Red Eye” และซีเควลแอ็กชันทริลเลอร์ฮิตเรื่อง “The Bourne Supremacy” โดยเขากลับมารับบทเดิมที่เขาเคยเล่นในบล็อกบัสเตอร์ปี 2002 เรื่อง “The Bourne Identity” อีกครั้งหนึ่ง เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งแสดงซีซันที่สามของซีรีส์ออริจินอลทางเอชบีโอเรื่อง “Deadwood” และใช้เวลาแปดเดือนในการแสดงละครเวสต์เอนด์ของทอม สต็อปพาร์ดเรื่อง “Rock ‘n Roll" ซึ่งปัจจุบัน เขาก็กำลังรับบทเดียวกันนี้ในบรอดเวย์ ผลงานภาพยนตร์หลังจากนี้ของเขาได้แก่ “Terra” (ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโตปี 2007), “The Escapist” และ “Red”

ค็อกซ์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอเอฟไอและอินดีเพนเดนท์ สปิริท อวอร์ดจากผลงานของเขาในภาพยนตร์อินดีที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมล้นหลามเรื่อง “L.I.E.” และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดร่วมกับทีมนักแสดงในภาพยนตร์ของสไปค์ โจนซ์เรื่อง “Adaptation” ผลงานภาพยนตร์มากมายของเขาได้แก่ “Troy,” “X2,” “25th Hour,” “The Ring,” “The Rookie,” “The Affair of the Necklace,” “For Love of the Game,” “Rushmore,” “Desperate Measures,” “The Boxer,” “Kiss the Girls,” “Braveheart,” “Rob Roy,” “Hidden Agenda” และ “Nicholas and Alexandra” เขายังเป็นนักแสดงคนแรกที่ได้รับบทด็อกเตอร์ฮันนิบาล เล็คเตอร์บนหน้าจอภาพยนตร์ในภาพยนตร์ของไมเคิล แมนน์เรื่อง “Manhunter” อีกด้วย

ด้านจอแก้ว ค็อกซ์ได้รับบทเฮอร์มันน์ กอร์ริงได้อย่างน่าขนลุกในมินิซีรีส์เรื่อง “Nuremberg” ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลเอ็มมี อวอร์ดและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลแซ็ก อวอร์ด เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี อวอร์ดจากบทดารารับเชิญของเขาในซีรีส์คอเมดีเรื่อง “Frasier” นอกเหนือจากนั้น ค็อกซ์ยังได้แสดงในซีรีส์โทรทัศน์ที่น่าจดจำหลายเรื่อง ทั้งในอเมริกาและอังกฤษ ได้แก่ “Blue/Orange,” “Longitude,” “Witness Against Hitler,” “Grushko,” “Sharpe’s Eagle,” “Sharpe’s Rifles,” “Six Characters in Search of an Author,” “The Cloning of Joanna May,” “The Lost Language of Cranes,” “Murder by Moonlight,” “Florence Nightingale” และ “King Lear”

ค็อกซ์เกิดในสก็อตแลนด์ เขาเข้ารับการศึกษาที่สถาบันลอนดอน อคาเดมี ออฟ มิวสิค แอนด์ ดรามาติก อาร์ตส์ และได้แสดงละครเวทีหลายสิบเรื่องทั้งในลอนดอน นิวยอร์กและสก็อตแลนด์ ค็อกซ์ที่ได้รับรางวัลมากมายจากผลงานละครเวทีของเขา ได้รับรางวัลโอลิเวียร์ อวอร์ดจากการแสดงของเขา “Rat in the Skull” และ “Titus Andronicus” ได้รับรางวัลบริติช เธียเตอร์ แอสโซซิเอชัน ดรามา อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากละครเรื่อง “The Taming of the Shrew” และ “Strange Interlude” รวมทั้งได้รับรางวัลลูซิลล์ ลอร์เทล อวอร์ดและได้รับการเสนอชื่อชิงดรามา เดสก์ และเอาเตอร์ คริติกส์ เซอร์เคิล จากละครเรื่อง “St. Nicholas”

นอกเหนือจากนั้น ค็อกซ์ได้กำกับละครเวทีเรื่อง “I Love My Life,” “Mrs. Warren’s Profession,” “The Philanderer,” “The Master Builder” และ “Richard III” เขาได้มีผลงานกำกับละครโทรทัศน์เรื่องแรกคือดรามาเกี่ยวกับคุกของเอชบีโอเรื่อง “Oz”

ค็อกซ์ เป็นนักเขียนมากความสามารถ เขาเคยเขียนหนังสือนอนฟิกชันขึ้นมาสองเล่ม ได้แก่ The Lear Diaries และ Salem to Moscow: An Actor’s Odyssey เขาได้เขียนลงเซ็กชันและการผ่อนคลายในนิวยอร์ก ไทม์ และเขียนบทความลงนิตยสารและหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆ

ช่วงต้นปี 2003 คุณูปการที่ค็อกซ์มีต่อแวดวงศิลปะทำให้เขาได้รับการประทานยศ คอมมานเดอร์ ออฟ เดอะ บริติช เอ็มไพร์จากพระนางเจ้าอลิซาเบธที่สอง ในปี 2006 นิตยสารเอ็มไพร์ (อังกฤษ) ได้มอบรางวัลเอ็มไพร์ ไอคอน อวอร์ดให้แก่เขาเพื่อยกย่องผลงานความสำเร็จในสาขาภาพยนตร์ของเขา

เกี่ยวกับทีมผู้สร้าง

ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเจย์ รัสเซล (ผู้กำกับ) ได้แก่ “Ladder 49” ที่นำแสดงโดยจอห์น ทราโวลตา และวาคิน ฟินิกซ์และภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมเรื่อง “Tuck Everlasting” ที่สร้างขึ้นจากหนังสือมหัศจรรย์ที่ได้รับรางวัลโดยนาตาลี แบ็บบิทและนำแสดงโดยนักแสดงเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ดอย่างเซอร์ เบน คิงส์ลีย์, ซิสซี สปาเซ็คและวิลเลียม เฮิร์ต

ในปี 2000 รัสเซลได้กำกับและอำนวยการสร้างบริหารภาพยนตร์สำหรับครอบครัวชื่อดังเรื่อง “My Dog Skip” ที่สร้างขึ้นจากอนุทินขายดีของวิลลีย์ มอร์ริส ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดยเควิน เบคอน, แฟรงกี มูนิซ, ลุค วิลสันและไดแอน เลนและได้รับรางวัลมากมาย ซึ่งรวมถึงรางวัลบรอดคาสท์ ฟิล์ม คริติกส์ อวอร์ดสาขาภาพยนตร์สำหรับครอบครัวยอดเยี่ยมปี 2001 ด้วย

รัสเซลเกิดในลิตเติลร็อค, อาร์แคนซัส ตอนอายุ 19 ปี เขาก็ได้กำกับโฆษณาหลายชิ้นให้กับแผนกการท่องเที่ยวและอาร์แคนซัสปาร์ค ภายใต้การบริหารงานของบิล คลินตัน ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้รับรางวัลหลายตัวจากผลงานเพลงของเขา รัสเซลได้รับทุนการศึกษาด้านดนตรีให้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเมมฟิส ที่ซึ่งเขาได้ศึกษาในแผนกอนุรักษ์เพลงบลูที่ได้รับรางวัลแกรมมี อย่างไรก็ดี ในระหว่างนี้เองที่ความรักในภาพยนตร์ของเขาเริ่มมีอิทธิพลมากกว่า รัสเซลได้เข้าศึกษาต่อด้านภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่ซึ่งเขาได้รับปริญญาโทสาขาศิลปะศาสตร์

ระหว่างที่อยู่โคลัมเบีย ภายใต้การดูแลของไมลอส ฟอร์แมนและแฟรงค์ แดเนียล ผู้ล่วงลับ รัสเซลได้รับทุนสร้างหนังจากสถาบันศิลปะวิทยาการภาพยนตร์และมูลนิธิหลุยส์ บี. เมเยอร์ จากนั้น เขาก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเวิร์คช็อปภาพยนตร์ของ.เทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ เพื่อพัฒนาโปรเจ็กต์ “End of the Line” ของเขา ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์เปิดตัวที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามของเขา ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดยวิลฟอร์ด บริมลีย์, แมรี สตีนเบอร์เกนและเควิน เบคอน

จากนั้น รัสเซลก็ได้พัฒนาโปรเจ็กต์ต่างๆ ให้กับอิเมจิน เอ็นเตอร์เทนเมนต์และไทรสตาร์ พิคเจอร์ส และเริ่มให้ความสนใจกับสารคดี เขารับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับให้กับซีรีส์ที่ได้รับเสียงชื่นชมทางดิสคัฟเวอรี แชนแนล “Amazing America” และซีรีส์สารคดีและรายการพิเศษให้กับเอ็นบีซี, ซีบีเอส, เลิร์นนิง แชนแนล, ยูเอสเอ เน็ตเวิร์คและเครือข่ายอื่นๆ ในปี 1996 รัสเซลได้รับการทาบทามให้เขียนบท อำนวยการสร้างและกำกับมินิซีรีส์ห้าชั่วโมงเรื่อง “Great Drives” ซึ่งเกี่ยวกับทางหลวงสายสำคัญของอเมริกาให้กับพีบีเอส ระหว่างถ่ายทำ “Great Drives” นี้เองที่รัสเซลได้พบกับนักเขียนเจ้าของรางวัล วิลลีย์ มอร์ริส ผู้ล่วงลับ ผู้เล่าให้เขาฟังว่า เขากำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับวัยเด็กและสุนัขตัวโปรดของเขาเรื่อง “My Dog Skip” เป็นครั้งแรก

โรเบิร์ต เนลสัน จาค็อบส์ (บทภาพยนตร์โดย) เติบโตขึ้นในโพโคโน เมาเทน ในเพนซิลเวเนีย เขาสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเยล ที่ซึ่งเขาได้รับรางวัลเคอร์ติส ลิเทอรารี ไพรซ์จากนิยายขนาดสั้นของเขา ภายหลัง เขาได้รับปริญญาโทจากไอโอวา ไรเตอร์ส เวิร์คช็อป ระหว่างที่อยู่ไอโอวา เขาได้ตีพิมพ์เรื่องสั้นในนิตยสารวรรณกรรมหลายฉบับ

ความรักภาพยนตร์ของเขานำเขามาสู่แคลิฟอร์เนีย ที่ซึ่งเขาต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่งานเขียนของเขาจะเริ่มขายได้ บทภาพยนตร์เรื่อง “Chocolat” ของจาค็อบส์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม ส่วนบทภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่ได้รับการผลิตเป็นภาพยนตร์ได้แก่ “The Shipping News,” “Dinosaur” และ


เขียนโดย Disney


17 มกราคม 2551


 
ความคิดเห็นที่ 4 : noop3n 2012.01.15 | 11:57
สูตรลดน้ำหนักเห็นผลได้ ภายใน 1 สัปดาห์.

http://www.slendsure.com/users/031668

* เป็นวิธีอันดับหนึ่งในประเทศไทย
* ไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องหักโหมออกกำลังกาย.
* เป็นโปรแกรมจากธรรมชาติ 100%.
* ปลอดภัย มี อย.รับรอง ไม่มีผลข้างเคียงใดทั้งสิ้น.
* หลังจากผอมแล้วไม่กลับไปอ้วนอีก
* เข้าโปรแกรม ง่ายๆ สบายๆ ได้ผลจริง.

ปรึกษาวุ้นได้ค่ะ 083-9975379

ความคิดเห็นที่ 3 : Phrompassorn 2009.08.30 | 12:34
ยังไม่เคยดู ๆ
แต่อยากดูมากมาย
ท่าทางน่าดูอ่าๆ

ความคิดเห็นที่ 2 : seo 2009.04.26 | 20:23
ดูแล้วเพลินมาก ๆ มีลูกมีหลานเอาไปให้ดูรับรองต้องชอบแน่ๆ

ความคิดเห็นที่ 1 : micnmin 2008.10.08 | 04:45
อ่า เห็นอยู่ว่า ๆ จะซื้อมาดู

น่าสน ชอบเรื่องแนวนี้


ชื่อ
:

อีเมล์:
เว็บไซต์ :
ของเล่น : smilie  smilie  smilie  smilie  smilie  smilie
smilie  smilie  smilie  smilie  smilie  smilie
smilie  smilie  smilie  smilie  smilie  smilie
smilie  smilie  smilie  smilie  smilie  smilie
ความคิดเห็น :
รหัสยืนยัน :
(หากใส่รหัสไม่ถูกต้อง ความเห็นจะไม่ถูกเพิ่มเข้าระบบ)
หากคุณไม่ต้องการกรอกรหัส มาเป็นสมาชิกกับเราสิ คลิกเลย!
 




  1   

 


ภาพยนตร์ประเทศ

ชื่อเรื่อง : The Water Horse: Legend of the Deep.
ประเภท
:
ผจญภัย-แฟนตาซี
กำกับโดย
:
เจย์ รัสเซลล์
บทภาพยนตร์โดย : โรเบิรต์ เนลสัน จาคอบส์
จากหนังสือ : The Water Horse โดย ดิค คิง-สมิธ
อำนวยการสร้างโดย: โรเบิร์ต เบินร์สไตน์, ดักกลาส เรย์, แบร์รี่ เอ็ม.ออสบอร์น , ชาร์ลี ลียงส์
อำนวยการสร้างบริหาร
:
ชาร์ส เนเวิร์ธ
นักแสดง: เอมิลี่ วัตสัน, อเล็กซ์ อีเท็ล, เบน แชปพลิน, เดวิด มอร์ริซซี่, ไบรอัน ค๊อกส์

กำหนดฉาย 13 มีนาคม 2551 ในโรงภาพยนตร์




 


บทความรีวิวภาพยนตร์ทุกบทความ ได้รับการคุ้มครองทางกฏหมาย หากผู้ใดมีความประสงค์นำไปใช้งาน ในด้านการค้า กรุณาติดต่อกับผู้จัดทำ

ทั้งนี้มีข้อยกเว้นในการ นำไปจัดพิมพ์เพื่อการศึกษา หรือเก็บไว้ในในการส่วนตัว






















 


Welcome to Pingbook Entertainment : Listen Online Music, MV, Korea, Japan, Travel, Hotel, Asian Entertainment, K-Dramas, DVD, Movies, Review and Asian News Online Music Listen : All you need for Korean Music, Japan Music, China Music Online Music Video (MV) : One stop point to bring some asian stuff to your home Explorer Asian Entertainment news about stars movies drama etc. Read in-depth review about Asian Movies such as K-Movies, J-Movies, Thai Movies and Hollywood Check out Asian Star profiles such as Dong Bang Shin Ki, TVXQ, Rain and more Shop some asian stuff Explorer the large Asian Entertainment Network include media files and Travel or reserve hotels in seoul, korea and japan