Welcome to Pingbook Entertainment : Listen Online Music, MV, Korea, Japan, Travel, Hotel, Asian Entertainment, K-Dramas, DVD, Movies, Review and Asian News
หน้าแรกปิงบุ๊คเพลงสมุดภาพข่าวคลับพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นข่าวสารเอเชียรีวิวภาพยนตร์คลังข้อมูลดารา/ละครช้อปสินค้าเอเชียชุมชนปิงบุ๊ค


L change the WorLd

( สมุดโน้ตสิ้นโลก )

ภาพยนตร์ระดับบล็อกบัสเตอร์

DEATH NOTE ให้กำเนิดฮีโร่อัจฉริยะแต่ลึกลับขึ้นมา
เขาคือนักสืบ
“แอล ลอว์เลียต” หรือที่รู้จักกันสั้นๆ ว่า “แอล” ซึ่งมีกลุ่มแฟนคลั่งไคล้ไม่ใช่น้อย!!!

วันนี้
“แอล” กลับมาอีกครั้ง!!! พร้อมด้วยเรื่องราวที่ไม่เคยกล่าวถึงใน “DEATH NOTE”
และมันกำลังจะถูกเปิดเผย!!! 

เบื้องหลังงานสร้าง

หนึ่งเรื่องราวที่เกินกว่าจะคาดการณ์ เมื่อคู่ปรับคนใหม่ของแอลคือ “มัจจุราช” จากฝีมือมนุษย์!!!

.... “ มนุษย์ผู้ถูกเขียนชื่อลงใน “เดธโน้ต” จะต้องตาย ” …

( เรื่องราวใน “Death Note” ...ที่นำเรื่องจากฉบับการ์ตูน มาสร้างเป็นภาพยนตร์ )

ยมทูต ทำสมุดโน้ตซึ่งมีพลังในการคร่าชีวิตมนุษย์ตกลงมาบนโลก ยางามิ ไลท์ (ทัตสึยะ ฟูจิวาระ) พบสมุดโน้ตเล่มนั้น และ พยายามจะเปลี่ยนตัวเองเป็นพระเจ้าแห่งโลกใหม่ไร้ซึ่งอาชญากรรม โดยการใช้มันสำเร็จโทษเหล่าอาชญากรทั้งหลาย “แอล” (เคนอิชิ มัตสึยาม่า) นักสืบยอดอัจฉริยะต้องเข้ามาจัดการคลี่คลายคดี เกิดการเชือดเฉือนชิงไหวชิงพริบกับไลท์ที่ใช้ชื่อว่า “คิระ” คู่ปรับที่แข็งแกร่งที่สุดในชีวิตของเขา หลังการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของยอดนักสืบอัจฉริยะแอล เพื่อปิดคดีคิระให้สำเร็จ ทำให้เขาได้รับค่าตอบแทนอันแสนเจ็บปวด...

( เรื่องราวใน “ L change the WorLd” (สมุดโน้ตสิ้นโลก) ...ถูกแต่งขึ้นใหม่!!! )

หลังจากนักสืบยอดอัจฉริยะ “แอล” (เคนอิชิ มัตสึยาม่า) ปิดคดีคิระสำเร็จเสร็จสิ้น...ด้วยการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต!!! แอลยังคงมีคดีร้ายแรงหลงเหลือให้ต้องสะสางภายในเวลาที่จำกัดเพียง 23 วัน!!! เป็นครั้งแรกที่แอลต้องสะสางคดีโดยลำพังปราศจากคู่หูรู้ใจ “วาตาริ” (ชุนจิ ฟูจิมูระ) แอลต้องตกที่นั่งลำบากเมื่อเด็กผู้ถือครองกุญแจสำคัญในการไขคดีนี้ปรากฏตัวขึ้น การคุ้มกันเด็กให้ปลอดภัยจึงเป็นภารกิจสำคัญ จากที่เคยใช้เพียงสมองอัจฉริยะในการไขคดีต่างๆผ่านจอมอนิเตอร์ แอลต้องออกมาจัดการคลี่คลายคดีนี้ด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย!!! ผู้ที่ครอบครองอาวุธร้ายจากฝีมือมนุษย์ “มัจจุราช” (เดธ ก๊อด) ได้กล่าวประโยคเดียวกับคิระว่า...“ฉันจะเปลี่ยนโลกใบนี้”... จะเกิดอะไรขึ้นกับแอล? สิ่งใดในโลกจะเปลี่ยนไป? ...23 วันสุดท้าย!!!...ที่สับสนวุ่นวาย...แม้แต่แอลเองก็ไม่สามารถกำหนดได้...อะไรกำลังรอเขาอยู่...การนับถอยหลังที่แสนจะตื่นเต้นเร้าใจ กำลังจะเริ่มขึ้น ณ บัดนี้!!!

ภาพยนตร์เรื่อง “L change the WorLd” (สมุดโน้ตสิ้นโลก) จะเป็นเรื่องราวของ “23 วันสุดท้ายของ ความเร้นลับที่โลกต้องการจะรู้นั้น กำลังจะถูกเปิดเผยขึ้น!!!

นี่อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามมาซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ตัวละครเอกในเรื่อง DEATH NOTE คือ ยางามิ ไลท์ ผู้ซึ่งทำให้โลกต้องตะลึงในความฉลาดเฉียบแหลมของเขา ส่วนแอลอัจฉริยะอีกคนหนึ่ง ซึ่งทั้งคู่ต่อสู้กันในสงครามทางปัญญาอย่างดุเดือด และเพื่อให้ความขัดแย้งที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีวันจบสิ้นสามารถยุติลงได้แอลจึงต้องเลือกทางออกสุดท้าย ซึ่งทำให้เขาสามารถมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อีกเพียง 23 วันเท่านั้น จากวินาทีที่เขาได้ตัดสินใจเขียนชื่อตัวเองลงไปใน Death Note อะไรจะเกิดขึ้นใน 23 วันสุดท้ายนี้ก่อนนำไปสู่จุดจบอันต้องตะลึง อันที่จริง ยังมีรายละเอียดอีกมากซึ่งไม่ปรากฏใน DEATH NOTE และเต็มไปด้วยความน่าประหลาดใจ ในที่สุด ความลึกลับของแอลที่คุณอยากจะรู้ก็กำลังจะถูกเปิดเผยออกมาใน 23 วันสุดท้ายของเขา และจุดพลิกผันของเหตุการณ์ซึ่งแม้แต่ L เองก็ยังคาดการณ์ผิด!!!

ศัตรูในคราวนี้มาในรูปแบบของ “ความตาย” ที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของคน หลังจากที่แอลต้องสูญเสีย วาตาริ ที่ปรึกษาและคู่หูที่ไว้ใจได้ที่สุดไปแล้ว เขาก็ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่มีความสำคัญต่อโลก สำหรับแอลผู้ซึ่งสามารถแก้ไขคดีต่างๆ ที่เกิดทั่วทั้งโลกได้ด้วยความฉลาดระดับอัจฉริยะของเขาโดยผ่านจอมอนิเตอร์ แต่ครั้งนี้ จะเป็นคดีแรกและคดีสุดท้ายที่เขาจำต้องออกไปสู่โลกภายนอก และมีปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ รวมทั้งปฏิบัติการด้วยมือของเขาเอง และเช่นเดียวกับ คิระ ศัตรูที่เป็นผู้นำมาซึ่ง “ความตาย” แต่ครั้งนี้สื่อมรณะถูกสังเคราะห์ขึ้นมาด้วยเคมีและมีเป้าหมายจะเปลี่ยนแปลงโลกเช่นกัน อะไรจะเกิดขึ้นกับแอล? อะไรจะเปลี่ยนไป? 23 วันนี้เต็มไปด้วยจุดพลิกผันของเหตุการณ์ที่แม้แต่ L เองก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ การนับถอยหลังครั้งสุดท้ายจากเหตุการณ์ที่น่าตกใจและบางครั้งก็สะเทือนใจนั้น กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

บทนำ

Death Note จะสามารถเกิดผลตามข้อความที่เขียนลงไปได้ ภายในเวลาไม่เกิน 23 วันเท่านั้น (ตามปฏิทินของมนุษย์)

นี่เรียกว่า ...กฎ 23 วัน...

เตรียมตัวให้พร้อม 23 วันนี้ กำลังจะปรากฏขึ้นมาให้เห็น

ในที่สุด ภาพยนตร์ภาคต่อของ Death Note ที่ทุกคนตั้งตารอคอย ก็กำลังจะเริ่มต้น

ในปี 2006 ภาพยนตร์เรื่อง DEATH NOTE และ DEATH NOTE the Last name ซึ่งเป็นภาพยนตร์ภาค 1 และ 2 ต่อกันนั้น ได้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมหาศาลทั้งสองเรื่อง โดยในปี 2007 ยอดขายเริ่มต้นของ DVD ภาพยนตร์เรื่อง DEATH NOTE นั้น สูงกว่าหนึ่งล้านแผ่น นอกจากนี้ ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่อง ซึ่งได้เข้าฉายในประเทศแถบเอเชีย ทั้งฮ่องกง เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน มาเลเซีย และประเทศไทย นอกจากจะได้กลายเป็นภาพยนตร์ยอดฮิตแล้ว ยังจุดชนวนกระแสความนิยม DEATH NOTE ขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ครั้งใหม่ของสังคม และในปี 2008 นี้ ปรากฏการณ์ DEATH NOTE ที่หยุดไม่อยู่นี้ กำลังจะดำเนินไปสู่บทใหม่

L Change the WorLd จะเป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องแรกที่จะเข้าฉายพร้อมกันในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง ไต้หวัน และประเทศไทย นอกจากนี้ L Change the WorLd ยังกำหนดตารางการเข้าฉายไว้แล้วในอีก 8 ประเทศ และครั้งนี้คุณจะได้เห็น L ในแบบที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

เกี่ยวกับ DEATH NOTE

หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นยอดฮิต DEATH NOTE มียอดพิมพ์สูงกว่า 25 ล้าน 3 แสนฉบับ ก่อนที่มันจะกลายเป็นภาพยนตร์ มี “ทัตสึยะ ฟูจิวาระ” แสดงนำในบท “ไลท์” กวาดรายได้ถล่มบ็อกซ์ออฟฟิศไปกว่า 70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากจำนวนผู้ชมที่มียอดสูงถึง 6 ล้าน 4 แสนคน ซึ่งประกาศชัดความเป็นสุดยอดภาพยนตร์ญี่ปุ่นในปี 2006 หรือแม้แต่ภาพยนตร์ในรูปแบบดีวีดี เพียงแค่วันแรกที่ออกจำหน่าย 14 มีนาคม 2008 ก็ขายหมดเกลี้ยงทุกร้านกว่า 1 ล้านชุด นี่คือบทพิสูจน์กระแส ‘เดธโน้ต ฟีเวอร์’ ที่ยั่งยืนไม่เสื่อมคลาย!!!

“เคนอิชิ มัตสึยาม่า” จับมือ ผู้กำกับฯ “ฮิเดโอะ นากาตะ”
การรวมพลังครั้งนี้จะพา
“แอล” ไปสู่อีกระดับของความตื่นเต้น!!!

ภาพยนตร์กำกับโดย ฮิเดโอะ นากาตะ ผู้เป็นที่กล่าวขานถึงอย่างมากจากผลงานภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดอันดับหนึ่งบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง Ring 2 ส่วนเหตุผลที่หนึ่งในผู้กำกับที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่นอย่างเขา ตกลงนั่งแท่นกำกับภาพยนต์เรื่องนี้ ก็คือ “แอล” หรือ “เคนอิชิ มัตสึยาม่า” ลักษณะเฉพาะตัวของแอลได้รับการผสมเข้ากับการแสดงของมัตสึยาม่า ก่อเกิดเป็นความประทับใจได้อย่างน่าประหลาดตั้งแต่แรกเห็น จนกระทั่งหลงเสน่ห์ตัวละครตัวนี้อย่างจริงจังในที่สุด เพราะมัตสึยาม่ารวมเป็นหนึ่งกับแอลโดยสมบูรณ์ และทำให้เราเชื่อได้ว่าตัวละครมีชีวิต ในส่วนของการร่วมงานกันครั้งนี้ระหว่างผู้กำกับฯ “นากาตะ” กับ “มัตสึยาม่า” จะเผยให้เห็นอีกมุมหนึ่งของนักสืบอัจฉริยะชั้นยอดอย่าง “แอล” ผ่านเรื่องราวที่ไม่เคยกล่าวไว้ในภาพยนตร์ชุด DEATH NOTE มาก่อน!!!

ภาพยนตร์เรื่อง The Ring 2 ผลงานการกำกับของ นากาตะ ได้กลายเป็นภาพยนตร์ทำเงินอันดับต้นๆ ในสหรัฐอเมริกา และทำให้เขาได้รับข้อเสนอการกำกับภาพยนตร์มากมายจากทั่วโลก รวมทั้งข้อเสนอจากฮอลลีวูดด้วย แต่ทำไม นากาตะ จึงตัดสินใจเลือกที่จะกำกับภาพยนตร์เรื่อง L Change the WorLd? เหตุผลหลักก็คือ มัตสึยาม่า แม้ว่าการสวมบทบาท L ของ มัตสึยาม่า จะสะดุดตา นากาตะ ในเรื่องความแปลกตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น แต่เขาก็ต้องประทับใจในความเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบของนักแสดงหนุ่มและตัวละคร “ผมชอบพลังในการแสดงเป็นคนที่ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถจัดการกับแขนขาที่ยาวเก้งก้างของเขาได้ ผมจะนำเสนอ L คนที่เป็นเหมือนปิศาจในความฝันของเรา ให้ออกมาในแบบที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจในหลายๆ ฉากที่แตกต่างกัน” นากาตะ กล่าว ผู้กำกับและนักแสดงจับมือกันสร้างสรรค์ แอลที่ดูเท่ขึ้น แปลกและชอบปลีกตัวมากขึ้น เพื่อนำเสนอในหลายๆ แง่มุมของตัวละคร ซึ่งยังไม่เคยได้พูดถึงมาก่อน การสวมบท แอลของมัตสึยาม่า ในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามชมจริงๆ

เรื่องราวครั้งใหม่ของ “แอล” เริ่มขึ้นพร้อมกับนักแสดงชั้นเลิศ!!!

ทีมนักแสดงชุดเก่าจากภาพยนตร์ทั้งสองเรื่อง ได้แก่ “ทัตสึยะ ฟูจิวาระ” (ยางามิ ไลท์), “เอริกะ โทดะ” (อมาเนะ มิสะ), “ชุนจิ ฟูจิมาร่า” (วาตาริ) และ “ยมทูตลุค” ส่วนนักแสดงชุดใหม่ที่มาร่วมแสดง ได้แก่ “ยูกิ คุโดะ” ซึ่งเป็นที่รู้จักจากภาพยนตร์ Memiors of a Geisha และ Rush Hours 3 รวมทั้ง “มาซาโนบุ ทากาชิม่า” (Godzilla: Final Wars) ซึ่งทิ้งภาพลักษณ์ “คนดี” ไปด้วยการใช้เทคนิคการแต่งหน้า “คิยาทากะ นานบาร่า” หนึ่งในสมาชิกศิลปินตลกคู่ และ "ชิงโง ซึรูมิ” ที่จะมีช่วยเสริมทัพทีมนักแสดง นอกจากนี้ “มายูโกะ ฟูคูดะ” นักแสดงวัย 13 ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักจากละครโทรทัศน์หลายเรื่องและจากภาพยนตร์เรื่อง Sinking of Japan รับบทเป็นเด็กสาวที่จะกลายเป็นกุญแจสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้

เกี่ยวกับ DEATH NOTE

หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นยอดฮิต DEATH NOTE มียอดพิมพ์สูงกว่า 25 ล้าน 3 แสนฉบับ ก่อนที่มันจะกลายเป็นภาพยนตร์ มี “ทัตสึยะ ฟูจิวาระ” แสดงนำในบท “ไลท์” กวาดรายได้ถล่มบ็อกซ์ออฟฟิศไปกว่า 70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากจำนวนผู้ชมที่มียอดสูงถึง 6 ล้าน 4 แสนคน ซึ่งประกาศชัดความเป็นสุดยอดภาพยนตร์ญี่ปุ่นในปี 2006 หรือแม้แต่ภาพยนตร์ในรูปแบบดีวีดี เพียงแค่วันแรกที่ออกจำหน่าย 14 มีนาคม 2008 ก็ขายหมดเกลี้ยงทุกร้านกว่า 1 ล้านชุด นี่คือบทพิสูจน์กระแส ‘เดธโน้ต ฟีเวอร์’ ที่ยั่งยืนไม่เสื่อมคลาย!!!

เรื่องย่อ “L change the WorLd” (สมุดโน้ตสิ้นโลก)

ศัตรูในครั้งนี้ คือ สื่อแห่ง “ความตาย” ตัวใหม่ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา!!!

“วาตาริ จัดการเรื่องการเดินทางไปญี่ปุ่นด้วย”

ในการแก้ปมคดีของคิระทำให้แอล (เคนอิชิ มัตสึยาม่า) ต้องเดินทางจากลอสเองเจอลิสไปยังญี่ปุ่น ด้วยอัตราความเป็นไปได้ถึง 97% ซึ่งแอลเชื่อมั่นว่าคิระนั้นต้องอยู่ที่ญี่ปุ่น แต่ในขณะเดียวกัน สัญชาติญาณของเขาก็บอกกับเขาว่า เขาอาจไม่มีโอกาสได้กลับไปที่ลอสเองเจอลิส อีกแล้ว

ยางามิ ไลท์ (ทัตสึยะ ฟูจิวาระ) หรือที่รู้จักกันในนามคิระ ได้ใช้สมุด Death Note เพื่อพยายามที่จะทำตัวเป็นพระเจ้าของโลกใหม่ที่ปราศจากอาชญากรรม และ แอลก็พยายามจะปิดคดีด้วยการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของคิระ ในขณะที่สงครามทางปัญญาอันดุเดือดระหว่างสองอัจฉริยะกำลังจะมาถึงจุดสุดยอดนั้น

หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในประเทศไทยก็ได้ถูกทำลายร้าง ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเผาจนสิ้นซาก เหมือนกับจะทำลายหลักฐานอะไรที่มีอยู่ และแล้วหมู่บ้านนั้นก็ถูกทำลายราบคาบไปจากโลกนี้ มีอะไรเกิดขึ้น? สิ่งที่จะสามารถนำไปสู่การทำลายร้างโลกได้นั้น กำลังปรากฏขึ้น โดยที่แอลไม่ได้ล่วงรู้เลย

ด้วยการตัดสินใจอันเด็ดขาดของแอล จึงทำให้คดีคิระ สามารถปิดลงได้ แต่ในเวลาเดียวกันแอลก็สูญเสียวาตาริ (ชุนจิ ฟูจิมาร่า) ที่ปรึกษาคู่ใจไปวาตาริเป็นผู้ก่อตั้ง Wammy’s House ซึ่งเป็นสถานที่ที่แอลเติบโตขึ้นมา และเขายังเป็นคู่หูที่แอลไว้วางใจที่สุดอีกด้วย การเสียชีวิตอย่างไม่คาดคิดของวาตารินั้น เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของแอลและในช่วงเวลา 23 วันที่เหลืออยู่ของเขานี้ แม้ว่าเขาจะยังเจ็บปวดจากความสูญเสียอันใหญ่หลวงนี้ก็ตาม แต่แอลก็จะยังต้องทำงานสะสางและแก้ปมคดีต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ในแฟ้มของวาตาริ แต่เมื่อทุกคดีสามารถปิดลงได้ ก็มี “ของขวัญ” ส่งมาถึงวาตาริ และภายในลังที่ส่งมาด้วยเฮลิคอปเตอร์นั้นก็คือ เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่ง จาก SD การ์ดที่อยู่กับ “บอย” เด็กชายผู้เอาแต่นิ่งเงียบคนนี้ (นารูชิ ฟุคุดะ) ทำให้แอลได้รู้ว่าบอยเป็นเพียงเด็กคนเดียวที่รอดชีวิตจากหมู่บ้านในเมืองไทย ซึ่งถูกทำลายลงแล้ว แอลยังได้ล่วงรู้ถึงแผนการสมรู้ร่วมคิดครั้งใหญ่ โดยการใช้ สื่อ “ความตาย” ที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นมา แผนการดังกล่าวก็อยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมของหมู่บ้านในประเทศไทยนั้น แอลมีแขกมาเยือนอีกหนึ่งคน คราวนี้เป็นเด็กหญิง ชื่อว่า “มากิ” (มายูโกะ ฟุคุดะ) เธอบอกแอลว่า เธอนำของบางอย่างที่พ่อของเธอซึ่งเสียชีวิตอย่างน่ากลัว บอกให้เธอนำมาให้กับวาตาริ เมื่อแอลได้ล่วงรู้ว่า สิ่งที่เด็กหญิงนำมานั้นจริงๆแล้วก็คือ ตัวการแห่งความตาย และ ผู้ตามล่าก็เริ่มใกล้เข้ามา เพื่อปกป้องเด็กทั้งสองคนนั้นแอลจึงต้องเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขคดีที่น่ากลัวนี้ด้วยตัวเอง!!!

แผนงานสร้างภาพยนตร์

เริ่มถ่ายทำ : 1 สิงหาคม 2007

สิ้นสุดการถ่ายทำ : 5 ตุลาคม 2007 (ในประเทศไทย)

งานสร้างเสร็จสมบูรณ์ : 21 ธันวาคม 2007

“แอล” หรือ “ริวซากิ” (สละชีวิต เพื่อล่ายมทูต)

รับบทโดย “เคนอิชิ มัตสึยาม่า”

(ขอขอบคุณภาพปกการ์ตูน Death Note จาก “บริษัท เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์ จำกัด” ลิขสิทธิ์การ์ตูนในประเทศไทย)

เคนอิชิ มัตสึยาม่า เกิดใน Aomori เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 1985 เขาได้รับรางวัลชนะเลิศ การประกวด “New style Audition” ซึ่งจัดขึ้นโดย HORIPRO x Boon x PARCO เมื่อปี 2001 และเขาเริ่มการทำงานครั้งแรกในปีเดียวกันในงานโฆษณาที่มีชื่อว่า “Looking for a new’new’” ให้กับ PARCO

ภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา คือ Bright Future (กำกับโดย Kiyoshi Kurosawa) เมื่อปี 2002 และเขาได้รับบทแสดงนำเป็นครั้งแรก ในภาพยนตร์ “Winning Pass” (กำกับโดย ชินอิจิ นากาตะ) เมื่อปี 2003 จากนั้น เขาก็ปรากฏตัวในภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง และสามารถดึงดูดความสนใจจาก ผู้ชมด้วยการแสดงที่สมจริงของเขา มัตสึยาม่าได้รับรางวัลนักแสดงหน้าใหม่จาก Japan Academy Prize สำหรับการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Otoko-tachi no Yamato/TAMATO (2005/กำกับโดย จุนยาซาโตะ) สำหรับภาพยนตร์เรื่อง DEATH NOTE (2006/กำกับโดย ชุนสึเกะ คาเนะโกะ) นี้ ทำให้เขาได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย เช่น รางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม จาก Hochi Film Award และ Yokohama Film Festival และรางวัล Elan D’or Newcomer award

ในภาพยนตร์เรื่อง DEATH NOTE คู่ต่อกรที่ ยางามิ ไลท์ (ทัตสึยะ ฟูจิวาระ) ตัวละครหลักของเรื่อง ต้องเผชิญก็คือ L และด้วยการแสดงที่สุดยอดและลักษณะท่าทางของ เคนอิชิ มัตสึยาม่า จึงทำให้แผนการสำหรับภาพยนตร์ภาคต่อ ซึ่งจะพุ่งเป้าไปที่ตัวแอลนั้น ก็เริ่มเดินหน้าขึ้น เคนอิชิ มัตสึยาม่า ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนตัวเองด้วยการเมคอัพดวงตา เพื่อให้ดูเหมือนกับแอลในหนังสือการ์ตูนต้นฉบับ นิสัยการนั่งทับขาของแอลไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเคนอิชิ ถึงอย่างนั้นเขามีส่วนร่วมในการสร้างภาพยนตร์โดยการเลือกของหวานที่แอลต้องกินให้กับตัวเอง หรือการพิจารณารายละเอียดของตัวละคร “ผมต้องการรับบท “แอล” อย่างที่ผมคิดและรู้สึก ผมจะมีความสุขถ้าผมสามารถใช้ชีวิตอย่างแอล”

สำหรับในเรื่อง L change the WorLd … “แอลผู้ซึ่งทำการสืบสวนคดีอยู่แต่ข้างในอาคารในภาพยนตร์สองเรื่องก่อนนั้น ในครั้งนี้ เขาจะได้ออกไปสู่โลกภายนอกแล้ว เช่นเดียวกับการที่เขาต้องอยู่กับเด็กๆ ซึ่งบางครั้งเขาก็ไม่คุ้นเคย จึงทำให้บรรยากาศมันเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก จากประสบการณ์ที่ผมรับบทเป็นแอล ใน DEATH NOTE ทั้งสองภาค ผมคิดว่า ผมเข้าถึงคาแรคเตอร์ตัวละครได้แล้ว แม้ว่าจะต้องคงลักษณะท่าทางและนิสัยใจคอของแอลไว้ แต่ผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้าง และตัวผม ก็ยังต้องมานั่งคุยกันอีกครั้งว่าจะนำเสนอแง่มุมใหม่ๆ ของแอลออกมาอย่างไร”

สิ่งที่ยากก็คือ “ในภาพยนตร์สองเรื่องก่อน ผมเป็นคู่ต่อกรของไลท์ มันเหมือนเล่นขว้างลูกบอลกัน 2 คน ดังนั้นผมก็สามารถจะขว้างบอล แบบลูก curve ลูก sinker ลูก slow balls หรืออะไรก็ได้ แต่ครั้งนี้ เมื่อผมเป็นตัวละครหลักแล้ว ผมไม่สามารถจะอยู่ได้โดยแค่ขว้างบอลแบบนั้นเพียงเท่านั้น และวาตาริ คู่หูที่ไว้ใจได้ที่สุดของผม ก็ไม่อยู่แล้ว แอลก็เลยต้องเดินหน้าต่อไปด้วยตัวเขาเอง”

“ในภาพยนตร์เรื่องนี้แอล ต้องพบปะกับผู้คนหลากหลาย เช่น คุโจ, สึรูกะ และ มัตสึโดะ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร เพราะว่ามันก็เหมือนกับคนทั่วๆ ไปที่พวกเขาก็แค่คุยกับแอล แต่มันต่างจากเวลาที่ต้องอยู่กับเด็กสองคนนี้ ทั้งบอย และ มากิ โดยปกติแอล มักจะมีท่าทีและพูดจาไปตามข้อมูลที่เขาได้จากการคาดคะเนจากคู่สนทนาของเขา แต่คำพูดและท่าทางของเด็กๆ เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการคาดคะเนของเขา แอลเริ่มสับสน และเริ่มเปลี่ยนแปลงจากการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด แอลกลับได้เปิดเผยถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตัวเขาเอง”

ใน L change the World ได้แสดงให้เห็นถึงความดีงามที่ซ่อนอยู่ภายในตัวแอล ซึ่งไม่มีให้เห็นในภาพยนตร์ DEATH NOTE ทั้งสองภาค หรือแม้แต่ในหนังสือการ์ตูน DEATH NOTE ต้นฉบับ

“ในตอนแรก ผมคิดว่ามันจะเป็นหนังฟอร์มยักษ์ ประมาณว่า พิทักษ์โลกจากภาวะโลกร้อนได้ยังไง แต่เมื่อผมได้มาแสดง ผมก็ได้รู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ แอลจะปกป้องตัวเองยังไง”

เรื่องราวถ่ายทอดให้เห็นถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน 23 วันนี้ หลังจากที่แอล ได้ตัดสินใจขั้นเด็ดขาด ซึ่งแอลจะต้องใช้ความพยายามที่จะหยุดยั้งกลุ่มผู้ก่อการที่ใช้อาวุธชีวภาพ ซึ่งพยายามที่จะทำลายโลก

“คนที่ไม่สามารถปกป้องตัวเอง ก็จะไม่สามารถปกป้องโลกได้ ผมจึงได้ข้อสรุปว่า “หากคุณปกป้องตัวเองได้คุณก็จะสามารถมีความหวังสำหรับโลกได้ ผมคิดว่าการมี “ความหวัง” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด”

ในตอบจบจะมีความหวังอยู่หรือไม่? แต่สิ่งที่จะต้องจำไว้ก็คือแอล และ W ใน L change the World นั้น เป็นอักษรตัวพิมพ์ใหญ่ แล้วแอลจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ไหม? แล้วแอลจะสามารถหยุดวิกฤตของโลกได้หรือไม่? 

“มากิ”

รับบทโดย “มายูโกะ ฟูคูดะ”

มายูโกะ ฟุคุดะ เกิดที่เมืองเซตายากะ จังหวัดโตเกียว เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1994 เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงเมื่อปี 2000 จากการแสดงละครโทรทัศน์เรื่อง Summer Snow (TBS) จากนั้น เธอก็มีผลงานมากมายทั้งทางโทรทัศน์และภาพยนตร์ ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ คือ Kamikaze Girls (2004 ของผู้กำกับ Tetsuya Nakajima) ดวงตาของเธอ สะท้อนถึงประกายความหวังอย่างแรงกล้า ซึ่งสร้างความปะทับใจให้กับผู้ชมอย่างมาก “มายูโกะ ฟูคูดะ” ได้รับการคัดเลือกจากผู้สมัครกว่า 300 คน ให้รับบท “มากิ” ใน L Change the World และเพื่อความสมจริงมายูโกะจำเป็นต้องตัดผมจากที่ยาวสลวยเป็นทรงบ๊อบ

“หนูเคยดูหนัง และ เคยอ่านหนังสือการ์ตูนต้นฉบับของ DEATH NOTE แล้วหนูก็รู้สึกสงสารตัวละคร หนูว่ามันน่าสนใจที่ตัวละครหลักเป็นคนที่ใครๆ ก็มองว่าเขาเป็นคนขี้โกง” สิ่งแรกที่เธอทำหลังจากที่ได้รับคัดเลือกให้แสดงใน L change the World ก็คือ “ลบภาพของ L ในหัวของหนูออกไป” ... “ตอนที่หนูได้ดูหนังเรื่อง DEATH NOTE หนูก็รู้ว่า “แอล” เป็นคนแบบไหน แต่เพราะ “มากิ” เพิ่งจะเคยเจอแอล เป็นครั้งแรก หนูคิดว่าเธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับแอลเลย”

ในการรับบทมากิ ของเธอ “เพื่อแสดงออกถึงความหวังอันแรงกล้าของเธอ หนูพยายามจะใช้สายตาของหนู และพยายามพูดจาให้จริงจังมากขึ้น” ความคิดที่เธอมีต่อมากิ นั้น ช่างบังเอิญไปสอดคล้องกันความคิดของนากาตะ ผู้กำกับ “หนูรู้สึกสบายใจ ที่ภาพมากิ ของเราสองค่อนข้างจะคล้ายกัน เขาเป็นคนที่ยอมรับฟังสิ่งที่หนูพูด ซึ่งมันดีมาก” ฉากไหนที่ประทับใจ “ฉากแรกที่ มากิ ยิ้มตลอดเวลาที่เธอพูดกับพ่อ มันยากที่จะแสดงความรักที่เธอมีต่อพ่อ หนูรู้สึกว่าถ้าฉากนั้นทำออกมาได้ไม่ดี ฉากอื่นๆ มันก็จะแย่ไปหมด”

การรับบทเป็นมากิ ผู้ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของคดี และแบกภาระที่หนักที่สุด นั้น ฟุคุดะ แสดงให้เห็นถึงความมุ่มั่นอย่างสูงในการแสดงของเธอในฉากที่สิ่งผูกมัดระหว่างเธอกับพ่อ จบลง “ปกติหนูจะเปิดปิดสวิทช์ตัวเองได้ แต่ในครั้งนี้ มีหลายครั้ง ที่หนูยังอินกับบทอยู่ จนกว่าหนูจะถ่ายฉากนั้นเสร็จ” การที่แอล ต้องอยู่กับ บอย และ มากิ ตลอดทุกขั้นตอน เพราะอย่างนั้น Fukuda จึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับ เคนอิชิ มัตสึย่าม่า ตลอดช่วงเวลาที่ว่างจากการแสดงของเธอ “คุณมัตสึยาม่า แสดงในละครทีวีเรื่องโปรดของหนู เรื่อง Sexy Voice and Robo และเราก็คุยกันเรื่องละครเรื่องนี้ แต่หนูดูไม่ออกว่าตอนไหนเขากำลังแสดง ตอนไหนที่เขาไม่ได้แสดง เขาเป็นคนที่ลึกลับมาก” Fukuda พูดพร้อมด้วยรอยยิ้ม เมื่อพูดถึงแอล “เขาเป็นคนน่าสนใจ” และอีกหนึ่งรอยยิ้ม “หนูชอบการเฝ้ามองดูเขา”

Movies

· Little DJChiisana Koi no Monogatari (http://www.little-dj.com/) (2007)
·
Nihon chinbotsu (http://www.imdb.com/title/tt0473064/) (2006)
·
Kamikaze Girls (http://www.imdb.com/title/tt0416220/) (2004)

ฮิเดโอะ นากาตะ

ผู้กำกับภาพยนตร์

ฮิเดโอะ นากาตะ เกิดในอำเภอโอกาโฮมา เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 1961 ในปี 1980 ขณะที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยโตเกียว เขาได้ย้ายจากคณะวิทยาศาสตร์ ไปเรียนในคณะเอเชียนวิทยาลัยศิลปศาสตร์ และ เรียนด้านภาพยนตร์ ในปี 1985 เขาได้เข้าทำงานใน Nikkatsu Studios และ ในปี 1992 เขาเริ่มงานการกำกับซีรี่ส์ทางโทรทัศน์เรื่อง Hontou ni atta Kowai Hanashi นอกจากนี้ ผลงานภาพยนตร์เรื่อง Joyu-rei (1996) และ Ringu (1998) ของเขา ก็สามารถสร้างความสนใจ ได้อย่างมาก และ ได้สร้างให้เกิดกระแสภาพยนตร์สยองขวัญในวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น ภาพยนตร์สองเรื่องนั้นได้เบิกทางให้กับการเกิดขึ้นของภาพยนตร์ แนวใหม่ คือ J Horror (Japanese Horror) นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่อง Ring 2 ยังถูกนำไปสร้างใหม่โดยฮอลลีวูด และ ความสำเร็จของ นากาตะ ก็ได้ขยายไปสู่เวทีโลก

ผู้กำกับนากาตะ บังเอิญได้รู้จัก DEATH NOTE ประมาณเมื่อสามปีก่อน “ผมได้อ่านเรื่องนี้ ตอนที่ผมอยู่ที่ลอส เองเจิลลิส แม้ว่ามันจะเป็นแค่หนังสือการ์ตูน แต่ผมก็อึ้งไปกับธีมของเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตและความตาย ซึ่งถูกนำเสนอไปสู่จุดสุดท้ายอย่างนั้นค่านิยมของผมเริ่มสั่นครอน ผมเริ่มสนใจในความจริงที่ว่ามันเกี่ยวกับด้านมืดของผู้คนในปัจจุบันนี้ คุณปรารถนาให้คนที่คุณรู้จักหายวับไป หรือ ไม่ก็ตายไป แล้วก็ลงมือทำเพื่อให้เป็นจริงตามนั้น”

สำหรับนากาตะ ผู้ซึ่งถ่ายทอดด้านมืดและอารมณ์ของมนุษย์ออกมาในรูปของภาพยนตร์ การได้มาพบกันระหว่างเขากับ DEATH NOTE นั้น อาจเป็นถูกกำหนดไว้แล้ว การกำกับภาพยนตร์เรื่อง L change the World นี้ เป็นภาพยนตร์เรื่องต่อที่เขาต้องการจะนำเสนอภาพแอล ให้เป็นคนละคนกับในภาพยนตร์ DEATH NOTE ทั้งสองภาค

“จากประสบการณ์ของผม ในการสร้าง Ringu และ Ringu2 ถ้าคุณไม่สามารถจะปลดปล่อยตัวเองออกจากภาพยนตร์เรื่องแรกได้ คุณก็จะถูกหลอกล่อไปสู่ของโลกภาพยนตร์ในแบบเดิมนั้นและจบลงด้วยการสร้างสิ่งที่เหมือนเดิมออกมา นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงตัดสินใจที่จะวางให้แอล เป็นตัวละครหลัก และนำเอาไอเดียใหม่เข้ามาอย่างอิสระ ไอเดียแรกที่เกิดขึ้นก็คือ การนำเสนอ 23 วันสุดท้ายของแอล ผมสร้างอุปสรรครอเขาไว้อยู่แล้ว เป็นอุปสรรคที่ใหญ่โตพอที่จะก่อให้เกิดการทำลายร้างโลกได้ นอกจากนี้ ผมก็ได้ไอเดียเรื่องความตายตัวใหม่ ซึ่งเป็นไวรัสอันตราย ซึ่งจะเป็นพาหนะที่เปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้น แอลได้ปฏิบัติการเพื่อปกป้องมนุษยโลกจากไวรัสร้ายนั่น ซึ่งจะนำอันตรายมาสู่โลกทั้งใบ จริงๆ แล้ว ตอนที่มนุษยชาติถูกคร่าชีวิตด้วยเชื้อ Ebola และ AIDS ซึ่งไวรัสร้ายนั่น ก็เป็นภาวะคุกคามที่เราคุ้นเคยที่สุดและเห็นภาพชัดเจนที่สุด นอกจากนี้การได้เห็นถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตในทวีปอาร์คติกและแอนตาร์คติด ก็ทำให้เราสามารถเข้าใจได้โดยง่ายว่า มนุษยชาตินั้นกำลังจะเริ่มสูญพันธุ์ ถ้ายังไม่มีการทำอะไรสักอย่างกับสถานการณ์ในขณะนี้ นี่คือสิ่งที่ผมคิด และในภาพยนตร์เรื่องนี้ ตัวละครตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นนักวิจัย ชื่อ คุโจ ซึ่งทำงานโดยยึดตามหลักการที่ว่าเพื่อปกป้องมนุษยชาติ จำนวนมนุษย์จะต้องลดลง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถเอาชนะวิกฤตนี้โดยใช้ปัญญาของมนุษย์เพียงอย่างเดียว มนุษยชาติก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ การเผชิญกับสถานการณ์เช่นนั้น พวกเราจะต้องทำอะไร ผมเชื่อในความรู้สึกของผมเองในเรื่องนี้ให้อยู่ใน แอล”

“จากชื่อเรื่อง DEATH NOTE ของภาพยนตร์สองเรื่องก่อน ทำให้ผมรู้สึกว่า คำว่า ความตาย มันเป็นคำที่รุนแรงมากในความรู้สึกของผม แต่ครั้งนี้ ผมรู้สึกว่า ชีวิตจะมีค่าขึ้นมาได้ก็จากความตาย”

“แม้ว่าผมจะไม่ได้ตั้งใจให้มันออกมาในเชิงปรัชญามากนัก แต่ชีวิตและความตายมันก็เป็นวัฎจักรของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนต้องอยู่ในช่วงใดช่วงหนึ่งของวัฏจักแห่งชีวิตและความตายนี้ทั้งสิ้น อย่างความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก ของนักสืบ ยางามิ และ ยางามิ ไลท์ นั้น จะโฟกัสให้เห็นกันมากกว่าในหนังสือการ์ตูน และหัวใจที่ใส่เข้าไปในความรู้สึกของมนุษย์ ใน L change the World นั้น การที่สร้างให้แอล ต้องออกไปนอกตัวตึกและเดินทางไปเรื่อยๆ ทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตเริ่มมีความหมายขึ้น และครั้งนี้แอล จะต้องปกป้อง มากิ เด็กหญิงที่มีความตายอยู่ในตัวเธอ และ บอย เด็กชายที่ต้องกำพร้าเพราะความตาย มันเหมือนกับความปรารถนาที่จะมอบหมายโลกใบนี้ไว้กับคนรุ่นต่อไป”

คุณอาจเข้าใจว่าการจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ จะต้องทำอย่างไร และการทำงานภายในระยะเวลาที่จำกัดเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ Nakata แสดงถึงเป้าหมายของวันที่ 23 นั้น มันจะเป็นความมืดหรือแสงสว่าง?

LENNY KRAVITZ

I’ll Be Waiting ซึ่งเป็นเพลงนำภาพยนตร์สำหรับภาพยนตร์เรื่อง L change the World นี้ มียอดขายถึง 25 ล้านแผ่นทั่วโลกแล้วจนถึงวันนี้ เพลงของ Lenny อยู่นอกเหนือแนวเพลง หรือสไตล์ รวมทั้งเชื้อชาติ หรือขอบเขตใดๆ ในฐานะศิลปินเพลงร็อคอันดับต้นๆ ของโลก เขายังคงสร้างสรรค์ผลงานเพลง ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากเพลงโซล ร็อค และฟังก์ ในยุค 60 และยุค 70 ออกมาอย่างต่อเนื่อง ในฐานะนักแต่งเพลง นักดนตรีที่มีเล่นเครื่องดนตรีได้หลากหลาย รวมทั้งโปรดิวเซอร์ และผู้เรียบเรียง ทุกอัลบั้มของเขาที่ออกมานั้น จะต้องกลายเป็นอัลบั้มยอดฮิตระดับแพลทตินัม หรือ มัลติแพลทตินัมเลยทีเดียว Lenny เป็นศิลปินที่ได้รับการยกย่องจากนักดนตรีจำนวนนับไม่ถ้วนที่เขาเคยร่วมงานด้วย เช่น มาดอนน่า Slash Aerosmith และ Jaz-Z N.E.R.D. mick jagger P.Diddy, Alicia Keys

Lenny เกิดในนิวยอร์ค เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 1964 พ่อของเขามีเชื้อสาย Ukrainian-American ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ และแม่ ซึ่งนักแสดงเชื้อสาย Bahamian-American ความสนใจในเรื่องดนตรีของ Lenny Kravitz เริ่มตั้งแต่ตอน

ที่เขายังเด็ก Lenny และครอบครัว ได้ย้ายไปอยู่ที่ L.A. เมื่อเขาอายุ 10 ขวบ และเขาเริ่มฉายแววความสามารถทางด้านดนตรีออกมาให้เห็น เมื่อได้ร่วมร้องเพลงกับคณะนักร้องประสานเสียงในโบสถ์ ตอนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมนั้น Lenny และเพื่อนร่วมชั้น Slash (Gun N’ Roses) ก็เริ่มสนใจในเรื่องดนตรีอย่างจริงจัง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปิน เช่น John Lennon Jimi Hendrix และ Curtis Mayfield ซึ่ง Lenny ได้ทำงานเป็นนักดนตรี พร้อมกันนั้นเขาก็ได้ทำเทปเดโม ไปเสนอค่ายเพลง เพื่อที่จะได้เซ็นสัญญาทำอัลบั้ม

ในปี 1989 Lenny ได้มีผลงานเพลงชุดแรกออกมา ชื่อว่า Let Love Rule สังกัด Virgin Records บัตรคอนเสิร์ตของเขาที่จะไปเปิดแสดงในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกำหนดการของปีหน้า จำหน่ายหมดภายใน 2 ชั่วโมง แต่โชคร้ายที่คอนเสิร์ตนั้นถูกยกเลิกไปเนื่องจากเหตุผลด้านสุขภาพ แต่เหตุการณ์ที่โตเกียวโดมในปีเดียวกัน ซึ่งจัดขึ้นโดย YoKo Ono ทำให้ Lenny ได้ปรากฏตัวเป็นครั้งแรกต่อหน้าผู้ชมชาวญี่ปุ่น โดยเขาได้ร้องเพลง Cold Turkey ของ John Lennon ซึ่งได้สร้างประทับใจให้แก่ผู้ชมในการแสดงอันทรงพลังของเขา

Lenny เป็นโปรดิวเซอร์ในซิ้งเกิ้ลอัลบั้มของมาดอนน่า ที่ชื่อ Justify My Love เมื่อปี 1990 และได้รับการยกย่องอย่างมากกับความสามารถในฐานะโปรดิวเซอร์ของเขา และ ในปี 1991 เขาได้ออกผลงานเพลงชุดที่สองของเขา ชื่อ Mama Said ซึ่งทำให้ Lenny กลายเป็นดาราระดับโลก นอกจากนี้ ในปีเดียวกัน เขาได้เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับ Vanessa Paradis นักร้องเพลงป็อปชาวฝรั่งเศส และยังได้สร้างความสนใจในหน้าหนังสือพิมพ์แท๊ปลอยด์ โดยการออกเดทกับเธอ

อัลบั้มชุดที่สามของ Lenny คือ Are you Gonna Go My Way ซึ่งออกมาเมื่อปี 1993 และขึ้นไปสู่อันดับ 12 ในชาร์ท Billboard 200 และขึ้นสู่อันดับ 1 ของเกาะอังกฤษ พร้อมทั้งยังส่งให้เขาก้าวขึ้นสู่การเป็นศิลปินระดับแนวหน้า ส่วนผลงานอัลบั้มชุดที่สี่ คือ Circus ก็สามารถขึ้นสู่อันดับ 10 ของชาร์ท Billboard และเพลงหนึ่งในอัลบั้ม คือ เพลง Rock and Roll Is Dead ได้กลายเป็นเพลงฮิตอย่างถล่มทลาย ผลงานเพลงชุดที่ 5 ใช้ชื่ออัลบั้มว่า 5 ออกมาเมื่อปี 1998 มียอดขายถึง 6 ล้านแผ่น และซิงเกิ้ลเพลง Fly Away ในอัลบั้มนี้ ก็ขึ้นไปสู่อันดับ 1 ในเกาะอังกฤษ และทำให้เขาได้รับรางวัล Grammy Award สาขานักร้องเพลงร๊อกชายยอดเยี่ยม ในปี 1999 อีกด้วย การจัดการแสดงครั้งที่ 6 ในญี่ปุ่นของ Lenny ซึ่งเป็นการแสดงคอนเสิร์ต 11 ครั้ง ใน 7 เมือง ก็ได้รับการต้อนรับจากสาวกของ Lenny Kravitz อย่างล้นหลาม

นอกจากนี้ เพลง American Woman ซึ่งเขาทำให้กับภาพยนตร์ฮิตเรื่อง Austin Powers:The Spy Who Shagged Me” ก็ทำให้เขาได้รับรางวัล Grammy เป็นครั้งที่สอง ผลงานอัลบั้มรวมเพลงฮิต Greatest Hits ในปี 2000 ของ Lenny ขึ้นถึงอันดับสองในชาร์ท Billboard และมียอดขายถึง 10 ล้านชุดทั่วโลก และอัลบั้มซิงเกิ้ลเพลง Again ก็ทำให้เขาได้รับรางวัล Grammy เป็นครั้งที่สาม นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัลอื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน ทั้ง the American Music Award และ MTV Video Music Awards

ในปี 2001 Lenny กลับไปที่ญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่งโดยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวเพื่อไปโปรโมต ผลงานเพลงชุดที่ 6 ซึ่งใช้ชื่ออัลบั้มว่า Lenny ซึ่งเขาก็ได้ทำให้แฟนเพลงชาวญี่ปุ่นหลงใหลด้วยการปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์ยอดนิยม เช่น SMAP X SMAPรวมทั้ง การแสดงสดคอนเสิร์ตบนหลังคาตึกในชินจูกุ โดยไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้าไว้ก่อน

หลังจากออกผลงานเพลงชุดที่ 7 คือ อัลบั้ม Baptism ในปี 2004 Lenny ก็ได้กลับมาที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง และก็ทำให้รู้ว่า ความนิยมในตัวเขายังคงแรงอยู่

ในปี 2007 Lenny ได้จัดการแสดงคอนเสิร์ต Live Earth ในเมือง Rio de Janeiro

และในปี 2008 Lenny จะปฏิวัติวงการอีกครั้งหนึ่ง กับอัลบั้ม Love Revolution ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกในช่วงสี่ปีของเขา

“ผมดีใจมากที่ได้ยินว่า ซิงเกิ้ลใหม่ของผมจะเป็นเพลงนำในภาพยนตร์ฮิตระดับโลก ขอให้สันติภาพอยู่กับทุกคน ได้เวลาปฏิวัติความรักแล้ว” - - Lenny Kravitz - -

เบื้องหลังงานสร้าง

กับความคิดที่ว่า คนเราตายเพียงเพราะถูกเขียนชื่อลงในสมุดเล่มหนึ่ง เป็นการมองชีวิตที่ผิวเผินไปไหม?-บางคนถาม แต่ความคิดนั้นก็ได้ลบหลายชีวิตออกไปจากภาพยนตร์ชุดเดธโน้ตเป็นที่เรียบร้อย

ในระหว่างเฝ้ามองพฤติกรรมอำมหิตตามเรื่องราว คงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า “ความยุติธรรมอยู่ที่หน” หรือไม่ก็ “อาชญากรรมจะหยุดลงอย่างไร” ถ้อยคำมากมายได้รับการเรียงร้อยขึ้นเป็นบทสนทนา โดยให้รายละเอียดไปตามภาพในการ์ตูนต้นฉบับ พร้อมเผยเรื่องราวการใช้ปัญญาเป็นอาวุธ อันอาจจะย้ำเตือนให้นึกถึงงานวรรณคดีชิ้นสำคัญของโดสโตเยฟกีและคามุส หรือแม้แต่ละครแทรจิดีแบบกรีก ซึ่งตั้งคำถามถึงแก่นแท้ของชีวิตที่ตอบได้ยาก และเมื่อสร้างเป็นภาพยนตร์โดยใช้คนจริงแสดง ชีวิตจึงโดดเด่นเหนือความตาย

ไม่ว่าจะเป็นฉากที่สารวัตรยางามิห่มผ้าให้แอล หรือแอลที่ยื่นลูกชิ้นขนมหวานให้สารวัตร หลาย ๆ ฉากที่ทั้งสองสื่อสารกันในภาพยนตร์ชุดเดธโน้ตล้วนแต่น่าจดจำ ในขณะเดียวกัน ฝีมือการถ่ายทอดอารมณ์ของนักแสดงก็ลืมไม่ลง ในฐานะพ่อคนหนึ่ง ผู้กำกับฯ “ชูสึเกะ คาเนโกะ” จึงเน้นไปที่การจับภาพความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก คือ “ไลท์ ยางามิ” กับพ่อที่เป็นตำรวจ โดยกำกับแค่เพียงท่าทางภายนอกเท่านั้น ส่วนที่เหลือขึ้นอยู่กับพลังในการถ่ายทอดชีวิตจากเหล่านักแสดง

ความมุ่งมั่นของ “เคนอิชิ มัตสึยาม่า” ในการปรุงแต่งเอกลักษณ์ของ “แอล” ให้เหมาะสม ทำให้แอลโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง จนอาจกล่าวได้ว่า L change the World ถือกำเนิดขึ้นโดยมีฝีมือทางการแสดงของชายผู้นี้เป็นแรงบันดาลใจ และในภาพยนตร์ แอลจะแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเขา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้พอมีเค้าลางมาบ้างแล้วในภาพยนตร์ชุดเดธโน้ตที่ผ่านมา

เกี่ยวกับ L

ผู้กำกับภาพยนตร์ “ฮิเดโอะ นากาตะ” สับสน

“ครั้งแรกที่ผมเจอมัตสึยามะ เขาถามถึงธีมของหนังเรื่องนี้ ถามตรง ๆ จนผมประหลาดใจ ผมให้คำตอบเขาไปว่า หนังจะมีสามตัวละครอายุน้อยเป็นศูนย์กลางของเรื่อง คือ แอล, มากิ (มายูโกะ ฟุคุดะ) และ บอย (นารุชิ ฟุคุดะ) ซึ่งพัวพันกันในเหตุการณ์ไวรัสมรณะ ขณะเดียวกัน หนังก็ตั้งคำถามว่า คน ๆ เดียวสามารถเปลี่ยนโลกทั้งใบได้จริงหรือ? ผมไม่อยากให้ฟังดูดีจนเกินไปนัก ประเภทที่ว่าพรุ่งนี้โลกต้องสวยงามกว่าเก่าคงพูดไม่ได้ ถึงได้บอกเขาไปว่าจริง ๆ แล้วหนังไม่ต้องการอะไรมาก แค่อยากถามว่า อย่างน้อยที่สุดเราช่วยกันทำโลกใบนี้ให้ดีกว่าเดิมได้ไหม ก่อนจะส่งต่อให้รุ่นลูกรุ่นหลาน”

ภาพยนตร์เริ่มต้นขึ้นจากคำถามดังกล่าว นากาตะ, มัตสึยามะ, ผู้เขียนบทฯ และผู้คุมงานสร้างร่วมกันระดมความคิดเพื่อสร้างแอลทันที นากาตะหวังไว้ว่าแอลของเขาจะต้องต่างจากแอลในเดธโน้ตโดยสิ้นเชิง! ในขณะที่มัตสึยาม่า ผู้สร้างเอกลักษณ์ของแอลขึ้นมากับมือยังคงแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะอยากให้แอลติดกับภาพเดิม เป็นธรรมดาของการทำงานร่วมกัน สองความเห็นย่อมมีช่วงเวลาที่เห็นไม่ตรงกัน แต่ทั้งคู่ก็คุยจนเข้าใจกันทุกครั้ง แม้บางครั้งจะต้องคุยกันยาวตลอดคืน

วันแรกของการถ่ายทำ : การพบกันของบอยผู้ลึกลับและแอล

การถ่ายทำเริ่มขึ้นในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่เมืองโคชิงายะในจังหวัดไซตามะ เป็นฉากในห้องผ่าตัด ทันทีที่ เคนอิชิ มัตสึยาม่า มาถึง ก็วางท่าทางแบบแอลในห้องรับรอง ลองแสดงเป็นแอลอีกครั้งหลังจากผ่านมาหลายเดือน และเขาต้องคุ้นเคยกับท่าทางแบบแอลให้เร็วที่สุด

เทคแรกคือ “บอย” หนึ่งเดียวที่รอดมาจากเหตุการณ์ไวรัสมรณะคร่าชีวิตคนยกหมู่บ้านในเมืองไทย กำลังรับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด บทนี้แสดงโดย “นารุชิ ฟุคุดะ” ในชุดเสื้อและกางเกงแบบไทย ๆ พร้อมด้วยจี้สีน้ำเงินที่ซ่อนข้อมูลลับสุดยอดไว้ ในขณะที่แววตาเย็นยะเยือกจับใจ ซึ่งผู้คุมงานสร้าง “ซาลูเตะ” กล่าวว่า ช่างคล้ายกับแววตาของมัตสึยาม่าเสียเหลือเกิน นารุชิเป็นเด็กสุภาพเรียบร้อย สดใส และรักการเต้นเป็นชีวิตจิตใจ แต่ระหว่างถ่ายทำอุปกรณ์ดันติดในปากและเอาออกมาไม่ได้ นากาตะลนลาน รีบนำเขาส่งโรงพยาบาลทันที และปล่อยคัตแรกให้ผ่านไปในเทคเดียว ก่อนจะยืนกรานถ่ายทำอีกหลาย ๆ เทค ต่อจากนั้น ซึ่งเราจะได้เห็นเขาอธิบายเหตุผลของการถ่ายทำไปพร้อม ๆ กันด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อการพบกันครั้งแรกของแอลและบอยผ่านพ้นไป มัตสึยาม่าและนารุชิกลับสนิท คลุกคลีกันตลอดราวกับเป็นพี่น้องที่คลานตามกันมา

“เพื่อเสริมการแสดง ผมต้องใกล้ชิดกับเขา อันที่จริง ผมถ่ายทอดความรู้สึกที่รู้สึกกับเขาจริง ๆ ลงไปในการแสดง จนบางครั้งผมยังตกใจตัวเอง นึกว่าเป็นพี่น้องกันจริง ๆ ไปแล้ว” มัตสึยาม่ายังจำได้

L เปลี่ยน L ไม่เปลี่ยน

“ถึงฉากแอลต้องวิ่งเสียที” ทีมงานทุกคนรอกันมานาน

ในภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องก่อนหน้านี้ แอลอยู่แต่ในร่มไม่เคยไปไหน นอกจากวาตาริแล้ว เขาเลี่ยงการติดต่อพบปะกับคนอื่น ๆ เท่าที่จะทำได้ การสืบสวนทั้งหมดเป็นไปโดยผ่านจอมอนิเตอร์และเครื่องมือล้ำสมัยต่าง ๆ แต่ในครั้งนี้แอลจะออกมา เขาจะเดินถนน เดินไปซื้อของที่ร้านค้า ขึ้นรถไฟ ไปจนถึงปั่นจักรยาน ที่สำคัญคือ เขาวิ่ง และยังต้องกระโดดลงจากรถบรรทุกที่แล่นด้วยความเร็วสูง

ฉากนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “แอลต้องวิ่ง” ซึ่งทุกคนตั้งตาคอย สำหรับการวิ่งครั้งแรกของแอลนั้น มัตสึยาม่าต้องวิ่งจนสุดพลัง และเมื่อการแสดงผ่านไป เขาถึงได้สารภาพว่าเหนื่อยจนแทบจะคายของเก่าออกมา

มัตสึยาม่าวิ่งเร็วปานลมกรด แต่ไม่ว่าจะว่องไวอย่างไร เขายังต้องคงลัษณะท่าทางคล้ายหลังค่อมของ “แอล” เอาไว้อย่างเหนียวแน่น นั่นคือความยากลำบากในการแสดงเป็นแอล กระทั่งนักแสดงแทนที่เคยร่วมงานกับ The Last Samurai มาแล้ว ถึงกับออกปากว่าฉากแอ็คชั่นที่ว่ายากแล้ว จะยากที่สุดก็ต่อเมื่อต้องเก็บท่าทางคล้ายหลังค่อมนั้นไว้ด้วย

หลังจากแอลทบทวนเหตุและผลก็ยิงคำถาม “แอลต้องขึ้นรถไฟหรือครับ? เดินทางด้วยวิธีอื่นได้ไหม?” ผู้กำกับฯ, ผู้คุมงานสร้าง และทีมเบื้องหลังที่เหลือถึงกับต้องประชุมกันเพื่อปรับให้เหมาะสม

ผลก็คือแอลยังต้องขึ้นรถไฟ ทั้งยังต้องนั่งในท่าเฉพาะของเขาซึ่งเข่าจะติดหน้าอกอยู่ตลอด และเมื่อท่าทางนี้ปรากฎต่อสาธารณชน ย่อมหมายถึงความแปลกแยก

แต่ในฉากระหว่างแอลกับซูรูกะ (แสดงโดย คิโยตากะ นันบาระ) นากาตะคิดว่าแอลซึ่งกำลังรอซูรูกะอยู่นั้น ไม่ควรยืนนิ่งเฉยเพราะจะดูแปลก จึงแนะนำให้มัตสึยาม่านั่งอยู่บนอะไรสักอย่างซึ่งตั้งอยู่เหนือแท่งคอนกรีตห้ามล้อบนพื้นถนนอีกที ผู้ช่วยผู้กำกับฯลองนั่งแต่นั่งไม่ได้เพราะโคลงเคลงเกินไป แต่มัตสึยาม่านั่งได้ สร้างความประหลาดใจให้ผู้กำกับฯเป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่มัตสึยามะเล่าว่าเขาต้องเกร็งตัวจนเหน็บกิน เรียกว่าเป็นการนั่งในท่าเฉพาะของแอลที่ลำบากที่สุดเท่าที่เคยนั่งมา แต่ตอนนี้เขาชินแล้ว

ถึงแม้ว่ามัตสึยาม่าจะนั่งได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ยังมีอีกหลายฉากที่แอลจะต้องแสดงสติปัญญา หลาย ๆ ฉากที่เขาจะต้องพูดภาษาต่าง ๆ ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาเลียน และอื่น ๆ ซึ่งจะต้องเข้าชั้นเรียนพิเศษฝึกภาษาเพื่อความสมจริงด้วย ในที่สุดการถ่ายทำก็ผ่านพ้นไปด้วยดี เพราะเขาพูดต่างภาษาคล่องแคล่วไม่มีติดขัด แสดงให้เห็นพรสวรรค์ทางภาษาอย่างชัดเจน ก่อนจะสารภาพตอนท้ายว่าภาษาฝรั่งเศสนั้นยาก ในขณะที่ภาษาอิตาเลียนจะเรียนรู้ได้ง่ายกว่า

กลางฤดูร้อนในย่านกินซา กรมตำรวจสั่งปิดถนน

กลางเดือนสิงหาคม เวลาเช้าตรู่ในย่านกิซา บริเวณใกล้ ๆ ทางด่วน รถขนาดมหึมามากมายจอดขวาง มีป้ายบอก “ห้ามผ่าน โดยกรมตำรวจ” และ “กำลังฉีดพ่นเพื่อขจัดสิ่งปนเปื้อน” มองเข้าไปจะเห็นพื้นที่ที่ถูกล้อมด้วยเทประวังภัยสีเหลือง สร้างความสงสัยให้กับผู้สัญจรไปมาเป็นอย่างยิ่ง นั่นเป็นเพียงโลเกชั่นหนึ่งของภาพยนตร์ ซึ่งต้องถ่ายทำกันทั้งหมดสองฉาก ฉากแรกคือ แอล, มากิ และบอยกำลังปั่นจักรยานหนีผู้ล่าที่ใกล้จะประชิดตัว ส่วนอีกฉากจะใช้เป็นสถานที่ซึ่งกองบัญชาการต่อต้านอาวุธยุทโธปกรณ์ของเอ็นบีซีส่งทีมต้านไวรัสไปจัดการ

ห้านาฬิกาในตอนเช้า แอลขี่จักรยานโดยมีบอยนั่งข้างหน้า ในขณะที่จักรยานของมากิค่อย ๆ ลดความเร็วลงและลดลงอีก นับเป็นฉากไล่ล่าอันเคร่งเครียดฉากหนึ่งทีเดียว แต่บอยที่จมลงไปในตะกร้าหน้าจักรยาน ช่างน่ารักน่ากอดเสียจริง สร้างรอยยิ้มให้กับทีมงานได้ไม่น้อย

วันนั้น ตัวประกอบ 200 คนต้องเข้าฉากด้วย ถึงแม้จะยังเช้าอยู่ แต่อากาศก็ร้อนไปตามฤดูกาล จึงไม่ง่ายนักสำหรับตัวประกอบที่จะต้องเดินไปเดินมาในชุดกันสารพิษอันแสนจะอบอ้าว ทุกคนมึนเวียน นากาตะต้องสร้างกำลังใจด้วยการเดินไปมาราวกับว่ามีพลังเหลือเฟือและตะโกนเสียงดัง เป็นฉากที่ต้องถ่ายทำโดยสมมติว่าไวรัสมรณะแพร่ไปในอากาศแล้ว ซึ่งทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี

กลุ่มคนลึกลับนามว่า บลูชิพ

สำหรับการถ่ายทำในองค์กรเอ็นพีโอ หรือบลูชิพ ทีมงานเปลี่ยนชั้นใต้ดินของอาคารแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียวให้เป็นสำนักงาน เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเป็นไม้ และแสงธรรมชาติส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างได้ (ซึ่งเกิดจากการจัดแสง) อย่างไรก็ตาม สำนักงานสวย ๆ แห่งนี้ กลับเป็นที่สำหรับวางโครงการมหันตภัยทำลายชีวิต

ยูคิ คูโด ในมาดเคร่งขรึม, มาซาโนบุ ทากาชิมะ มากับความจริงจัง, เมงุมิ ซาโตะ ในชุดที่ไม่ต่างจากเชียร์ลีดเดอร์ พร้อมด้วย โบกุโซ มาซานะ และบรรดานักเรียนระดับเกียรตินิยม ...ทั้งหมดมีภาพลักษณ์ของคนดี ทันทีที่กล้องทำงาน คูโดดูเคร่งขรึมขึ้นไปอีกราวกับซ่อนบางอย่างที่สำคัญยิ่งไว้ภายใน ในขณะที่ทากาชิมะขยับร่างกายเล็กน้อยไปตามธรรมชาติของคนที่ไม่เคยเชื่อใคร ส่วนมาซานะต้องให้ภาพลักษณ์ที่ดูฉลาดสมกับเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ แต่ที่บ้านไม่มีคอมพิวเตอร์ เขาจึงต้องฝึกใช้แท่นพิมพ์ให้คล่องเพื่อสวมบทบาทนี้

ห้องทำงานของวาตาริ : ห้องที่เผยตัวตนเนื้อแท้

ทันทีที่การถ่ายทำตามโลเกชั่นต่าง ๆ ในครึ่งแรกผ่านพ้นไป การถ่ายทำครึ่งหลังในนิคคัตสึ สตูดิโอก็เริ่มขึ้น ผู้ออกแบบงานสร้าง เคียวโกะ ยานาอิ พยายามเน้นให้เห็นความแตกต่างระหว่างห้องทำงานของวาตาริ, พี4 และไบโอโทป เอเดน กล่าวคือ ห้องทำงานของวาตาริต้องมีกลิ่นอายของชีวิตและให้ความรู้สึกอบอุ่น ส่วนพี4จะไร้ชีวิตโดยสิ้นเชิง ในขณะที่ไบโอโทปกับการเป็นสถานที่ซึ่งเผยให้เห็นแผนการสร้างโลกใหม่ จะต้องสัมผัสได้ถึงความลำพองของมนุษย์ที่แทรกอยู่ในทุกอณูอากาศ

เมื่อมีภาพห้องทำงานของวาตาริในใจอยู่แล้ว แผนงานศิลป์โดยรวมก็ตัดสินใจได้ทันที นั่นคือห้องทำงานจะต้องผสมความล้าสมัยเข้ากับความล้ำสมัย ที่สำคัญ วาตาริย้ายมาจากอังกฤษ เคียวโกะจึงอยากให้ห้องมีกลิ่นอายยุโรปอยู่ในนั้น แต่ดันกลายเป็นห้องที่แฝงไปด้วยความลึกลับแบบสแกนดิเนเวียนเสียมากกว่า ในขณะที่หนังสือหลากหลายประเภท, ใบชาจากนานาประเทศ, กุหลาบในกระถาง หรือแม้แต่กระดานหมากรุก ก็ล้วนแต่สะท้อนตัวตนของวาตาริทั้งสิ้น

ไม่ไกลกันคือห้องเล็ก ๆ ของแอล “ตามบทภาพยนตร์เป็นห้องควบคุมค่ะ แต่ฉันเปลี่ยนให้เป็นห้องที่แอลจะใช้ความคิดได้โดยลำพัง ผนังปิดวอลเปเปอร์รูปดอกไม้ดอกเล็ก ๆ และเต็มไปด้วยขนมหวาน”

ในส่วนของโถงกลาง ตั้งใจแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างห้องทำงานของวาตาริและห้องประลองกับคิระ ซึ่งทั้งสองห้องต่างก็อยู่ที่ชั้นใต้ถุนของตึกอัจฉริยะตึกหนึ่ง โดยห้องประลองจะล้ำสมัยไฮเทคเป็นอย่างยิ่ง แต่อีกห้องจะให้ภาพตรงกันข้าม ทว่าใช้โถงร่วมกัน และใช้โถงนั้นเป็นที่รวมตัว

อย่างไรก็ตาม ไลท์ ยางามิ (ทัตสึยะ ฟูจิวาระ) ยังปรากฎตัวบนจอมอนิเตอร์ในห้อง เมื่อรู้ข่าวนี้ ฟูจิวาระกล่าวด้วยอารมณ์เบิกบานทันที “ดีใจจัง ยังมีผมอยู่ในหนังด้วย”

ครั้งแรกของ พี4 ในภาพยนตร์ญี่ปุ่น

พี4 (Physical Containment 4) คืออุปกรณ์กำจัดเชื้อไวรัสร้ายแรง ซึ่งยังไม่เคยเห็นกันในญี่ปุ่น ก่อนการนำเสนอพี4ในภาพยนตร์ ทีมเบื้องหลังต้องไปศึกษา พี3 ที่มหาวิทยาลัยสึคุบะ ประกอบกับการอ้างอิงจากภาพยนตร์อย่าง Resident Evil และ Outbreak ในที่สุดจึงตกลงสร้างห้องที่รายรอบด้วยโลหะและอะคริลิกซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในกล่อง ดึงตัวผู้กำกับแสง ยูคิ นากามูระ มานั่งพูดคุยรายละเอียดต่าง ๆ และการถ่ายทำก็เริ่มขึ้นหลังจากทดสอบกล้องจนพอใจ ได้แสงที่ผ่านมาจากผนังและตกระทบพื้นอย่างเหมาะสม “เราอยากให้แสงจ้าสาดเข้ามาในฉาก แต่ไม่ง่ายนักถ้าจะจำกัดแสงให้อยู่ในขอบเขต” นากามูระกล่าว

โดยทั่วไปคงใช้แผ่นเหล็กแปะทับบนแผ่นไม้เพื่อสร้างฉาก แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพื่อสร้างภาพโลหะหนักอย่างเด่นชัด ทีมงานจึงใช้แผ่นโลหะหนาล้วน ๆ

พื้นที่ไร้ชีวิตนี้มีขึ้นเพื่อการถ่ายทำฉากเผาทำลายผู้ติดเชื้อไวรัสมรณะ อันเป็นหนึ่งในไฮไลต์สุดสยองของเรื่องราวในครึ่งแรก ผู้รับบทเหยื่อคือ ชินโง สึรูมิ ซึ่งแสดงฉากที่แสนจะท้าทายนี้ด้วยชีวิตและจิตใจ ทำร่างกายบิดเบี้ยวทรมานได้ถึงอารมณ์ โดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกเข้าช่วย “ผมข่วนคอตัวเองแรงไปหน่อย ยังเป็นรอยแผลเป็นอยู่เลยครับ” สึรูมิบอก ในขณะที่ทีมเบื้องหลังซึ่งกำลังมองความตายอันแสนทรมานผ่านจอมอนิเตอร์ก็ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง

ภารกิจ : ปลดปล่อยความดิบเถื่อนที่ซ่อนอยู่ภายใน

นารุชิ ฟุคุดะ ผ่านทดสอบบทของบอยมาได้ เพราะผู้กำกับฯ นากาตะประทับใจความสามารถในการจ้องตานิ่งของเขา นากาตะยังจำได้ “ครั้งแรกที่ผมเห็นเขา เขาเหมือนพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดูคล้ายกับคิดตลอดเวลาซึ่งเราไม่มีวันรู้ว่าเขาคิดอะไร รู้แต่ว่าเขามีกลิ่นอายลี้ลับและความฉลาดประกอบกันอยู่”

แต่เกิดปัญาหาขึ้น เมื่อบอยเป็นเด็กที่อ่านเขียนและแก้สมการกลางป่า เขาต้องมีกลิ่นอายของป่าติดตัวมา ทว่านารุชิเกิดและโตในโตเกียวจึงไม่มีกลิ่นอายนั้น ผู้ช่วยผู้กำกับฯ ถึงได้มอบ “บทฝึกการเป็นลิง” ให้เขาในวันแรกของการถ่ายทำ เป็นบทฝึกเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกแบบลิงตัวหนึ่ง ซึ่งผู้ช่วยผู้กำกับจะย้ำกับเขาบ่อย ๆ ว่า “เป็นลิงไทยเดี๋ยวนี้” ไม่นานเขาก็โละความสุภาพอ่อนโยนทิ้งไป และถ่ายทอดความมุ่งมั่นแรงกล้าอย่างสัตว์ออกมาได้อย่างถึงแก่น

ในป่าเมืองไทยซึ่งไม่มีเพื่อนรู้ใจอย่างมัตสึยาม่า แต่เขาต้องวิ่ง และวิ่งได้ดี ท้ายที่สุดยังสนิทสนมกับ “อิกกิ นามิโอกะ” (ในบท เอฟ) และมีพัฒนาการทางการพูดเพิ่มขึ้น

อีกคนที่ต้องเผยให้เห็นความดิบเถื่อนในตัว คือ “มายูโกะ ฟุคุดะ” (ในบท มากิ) เธอต้องแสดงในฉากที่เห็น ศาสตราจารย์ นิไคโด ผู้พ่อถูกฆ่าต่อหน้าต่อตาให้ถึงอารมณ์ เพราะอารมณ์ในฉากนี้จะติดตัวเธอไปตลอดการแสดง นากาตะอยากให้เธอดุไม่ต่างจากเสือเมื่อต้องเผชิญหน้ากับฆาตกรอย่างคุโจ มายูโกะเองก็ได้รับเลือกให้แสดงบทนี้ เพราะ “พลังในดวงตาของเธอ” นากาตะบอก “เธออยู่ในร่างเด็กสาว แต่ความคิดความรู้สึกรุนแรงแข็งกร้าวเหมือนหญิงสาว ผมชอบความอันตรายในตัวเธอ” แขนขายาวเก้งก้างที่ยังไม่เข้าที่เข้าทางกับร่างของเด็กสาว จะสื่อไปถึงความรู้สึกไม่มั่นคงและความแปรปรวนทางอารมณ์อย่างเด่นชัด ที่สำคัญ เธอมีเปลวไฟลุกโชนอยู่ในการจ้องมอง

พลังของเด็กสาวหรือจะเปลี่ยนโลกได้?

“คาเนโกะ” ซึ่งกำกับภาพยนตร์ชุดเดธโน้ตมาก่อน ก็อยู่ในสังกัดนิคคัตสึ สตูดิโอเช่นเดียวกับนากาตะ ในส่วนของการใส่ตัวละครหญิง คือมากิ ใน L change the World เป็นความคิดของนากาตะเอง เขาอธิบายว่า “รสนิยมของผมกับคาเนโกะต่างกันครับ แต่ถ้ามองเผิน ๆ อาจจะคล้ายก็ได้ ผมชอบเด็กสาวที่มีชีวิตแปลก ๆ เหมือนอย่างในแอนิเมชั่นของ ฮายาโอะ มิยาซากิ ครับ” บางทีอาจจะเพราะความคล้ายตัวละครชื่อนอซิกาก็เป็นได้ มากิจึงอัดแน่นไปด้วยพลังแห่งความแค้นเคือง อย่างไรก็ตาม กลับรู้สึกอบอุ่นอยู่ลึก ๆ ที่เห็นแอลเปลี่ยนไปเพราะมากิ ฉากไคลแม็กซ์นี้ถ่ายทำในเมืองไทย มัตสึยาม่าขอเพิ่มเติมบางอารมณ์ให้แอลในช่วงของการพูดคุย และต่อต้านการแสดงอารมณ์อย่างปุถุชนแบบหัวเด็ดตีนขาด แต่ในเมื่อทุกคนต้องการเห็นแอลที่เปลี่ยนไป มัตสึยาม่าจึงต้องยอมสอดคล้องไปกับความเปลี่ยนแปลงนั้น

ขนมหวาน

ในภาพยนตร์สองเรื่องก่อนนี้ แอลดูพิเศษยิ่งขึ้นเพราะบรรดาขนมหวานนานาชนิดที่อยู่รอบตัวเขา ซ้ำยังให้กำเนิดขนมแบบญี่ปุ่นซึ่งเห็นได้ทั่วไปตามท้องถนนทุกวันนี้ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เขาเสียบขนมหวานใส่ไม้ยื่นให้สารวัตรยางามิในภาพยนตร์เรื่องที่สอง สำหรับมัตสึยาม่าและผู้คุมงานสร้าง “ซาลูเตะ” กลับมองว่าขนมหวานมีความสำคัญ เพราะมิซะเท่านั้นคือตัวละครที่พร้อมจะรับขนมหวานเสียบไม้จากแอล

วันแรกของการถ่ายทำ สิ่งแรกที่มัตสึยาม่าทำ คือตรวจขนมหวานในกล่องแช่เย็นสองกล่องซึ่งทีมงานเตรียมไว้ แต่ “ในเรื่องนี้ ผมไม่ค่อยได้วุ่นวายกับขนมหวานสักเท่าไหร่ เพราะเราใช้อย่างอื่นเพื่อสื่อความเป็นแอลแทนครับ” มัตสึยาม่าอธิบาย และเสริม “ตั้งแต่วาตาริตาย แอลก็ไม่รู้จะหาขนมหวานจากไหน” เป็นการสิ้นสุดความหวาน เพื่อการถือกำเนิดใหม่ของดราม่าเรื่องหนึ่ง

นอกจากนี้ ในฉากไว้อาลัยร่างของวาตาริเป็นครั้งสุดท้าย มัตสึยาม่ายังคิดประหลาด ขอฝากช็อกโกแลตไว้กับผู้ถูกความตายพรากไป ซึ่งในบทจะมีคำพูดแค่เพียงสามประโยคเท่านั้น แต่จะต้องกลายเป็นหนึ่งในฉากที่ตราตรึงใจ นั่นคือสิ่งที่ทีมงานคิด อย่างไรก็ตาม ฉากนี้ต้องตัดต่อจากหลายคัต ซึ่งไม่แปลกสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์สักเรื่อง

มัตสึยาม่าคลุมหน้าฟูจิมูระ (วาตาริ) ด้วยผ้า แต่เมื่อได้ยินเสียง “คัต” ก็ดึงผ้าออกจากหน้าทันที

วันนั้นเป็นวันของวาตาริ ทีมงานต้องสร้างทั้งหมดสามฉากในนิคคัตสึ สตูดิโอ กล่าวคือ ส่วนหลังเป็นห้องที่แอลและวาตาริใช้นั่งคุยกัน, ส่วนกลางเป็นลิฟต์ที่วาตาริตาย และส่วนหน้าเป็นห้องใต้ดิน ในฉากลิฟต์ มี เอริกะ โทดะ กลับมาร่วมเข้าฉากพร้อมกับวาตาริด้วย จึงเป็นเสมือนการฟื้นคืนมิตรภาพครั้งหลังกับมัตสึยาม่าและฟูจิมูระขึ้นมาอีกครั้ง

ยกระบบฮอลลีวูด ไปใช้กับโลเกชั่นใน “เมืองไทย”

การถ่ายทำในเมืองไทย อยู่ในช่วงกลางเดือนกันยายนไปจนถึงต้นเดือนตุลาคม โดยแบ่งทีมเบื้องหลังออกเป็นสามทีมแยกไปตามแต่ละโลเกชั่น

ลูกทีมจะผสมกันไปทั้งญี่ปุ่นทั้งไทย ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารจึงมีทั้งญี่ปุ่น, อังกฤษ และไทย ขณะทำงาน “มูเนโยชิ มูราคามิ” จะมีป้ายแนะนำตัวบอกชื่อและตำแหน่งติดไว้บนเสื้อ พร้อมกับทำงานไปตามหน้าที่ด้วยความขยันขันแข็ง แต่ในส่วนของทีมนักแสดงแทนที่ดึงมาร่วมงานด้วย ทีมงานกลับไม่เคยรู้มาก่อนว่าพวกเขาล้วนผ่านงานระดับฮอลลีวู้ดมาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Tomorrow Never Dies หรือ Black Hawk Down เรื่องอาหารการกินและการอยู่ก็ได้มาตรฐานฮอลลีวู้ด ทั้งรถสำหรับเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย รถสุขา ไปจนถึงพาหนะในการเดินทางอีก 8 คัน พร้อมด้วยลูกมืออีก 30 คน สเต๊กพร้อม อาหารญี่ปุ่นพร้อม อาหารไทยก็พร้อม...แต่ละจานหรูหราเป็นอย่างยิ่ง

โลเกชั่นที่หนึ่งคือหมู่บ้าน ช่วงนั้นเป็นฤดูฝน และฝนก็โปรยปรายลงมาต้อนรับทีมงานตั้งแต่วันแรกที่ไปถึง แต่โดยรวมแล้ว ถือว่ามีอุปสรรคจากฝนน้อยมากระหว่างการถ่ายทำในเมืองไทย

ฉากแรกเริ่มขึ้นเมื่อรถทหาร 4 คันมาถึง ผู้กำกับฯ นากาตะตื่นตาตื่นใจมาก โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารนั่งอยู่ด้วยในฐานะที่ปรึกษา นากาตะสารภาพทีหลังว่าเขาตื่นเต้นมากพอ ๆ กับฉากระเบิดซึ่งต้องถ่ายทำจากเฮลิคอปเตอร์ สำหรับฉากระเบิดนั้น ทีมงานเลือกใช้ระเบิดที่มีอานุภาพรุนแรง (ซึ่งไม่อนุญาตให้ใช้ในญี่ปุ่น) หมู่บ้านที่สร้างมาร่วมเดือนถูกทำลายย่อยยับ...น่าเศร้าจริง ๆ กับการเกิดและดับของสิ่งต่าง ๆ ตามบทภาพยนตร์ คาดว่าต้องใช้ทุนสร้างถึง 1.5 พันล้านเยน แต่ท้ายที่สุด ก็สร้างและทำลายไปพร้อมกับเม็ดเงินที่น้อยกว่านั้น เพราะเมืองไทยมีโลเกชั่นสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์สงครามพร้อมอยู่แล้ว จาก Platoon, The Deer Hunter และ Good Morning, Vietnam ซึ่งยังอยู่ในสภาพดี มีระบบจัดการและการบริการระดับฮอลลีวู้ดไว้รองรับ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ภาพยนตร์เรื่อง Rambo ก็เพิ่งมาถ่ายทำที่นี่

นากาตะวาดภาพเลือดที่สาดไปบนความเขียวขจีไว้ในความคิด เลือดที่ไหลนองจากศพของชาวบ้านจะต้องสร้างความตะลึงได้ถึงที่สุด และศพของชาวบ้านที่ติดเชื้อไวรัสมรณะยังต้องมีสีผิดแผกน่าสะอิดสะเอียนอีกด้วย

ส่วนที่เสริมเข้ามาเพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจ คือ “สเปเชียลเอฟเฟกต์” ในอัตราส่วน 1 / 6 ของหมู่บ้าน กำกับดูแลโดย “มาโกโตะ คามิยะ” ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะคู่หูของ “ชินจิ ฮิกุชิ” (ผู้กำกับเรื่อง Sinking of Japan)

นักแสดงหลายคน ทั้ง เคนอิชิ มัตสึยาม่า, ผู้รับบทสมาชิกกลุ่มบลูชิพ และ คิโยตากะ นันบาระ เข้าฉากร่วมกันที่ท่าอากาศยานประจำจังหวัดนครราชสีมา โดยมีตัวประกอบอีก 546 คนร่วมแสดง ฉากนี้จะสมมติว่าเกิดขึ้นในญี่ปุ่น ตัวประกอบส่วนใหญ่จึงเป็นชาวญี่ปุ่นที่พักอาศัยอยู่ในเมืองไทย ภาพยนตร์เรื่องเดธโน้ตเองก็เป็นที่คลั่งไคล้ของชาวไทย หนึ่งในตัวประกอบชาวไทยบอกว่าเขาดูภาพยนตร์มาอีกรอบหนึ่งก่อนมาเข้าฉากครั้งนี้

ทีมงานเช่าเหมาทั้งสนามบิน พร้อมด้วยเครื่องบินจัมโบเจ็ตอีก 2 ลำ ทั้งยังต้องใช้เครนอีกหลายตัว เพราะจะเก็บภาพกว้าง ๆ ไปทั่ว ๆ สำหรับการเช่าจัมโบเจ็ตมาใช้งานนับว่าเป็นเรื่องยากทีเดียว แต่ทีมงานก็ต่อรองจนนาทีสุดท้ายและได้มาในที่สุด ทว่าฉากจัมโบเจ็ตจะต้องเกิดในระหว่างที่มันกำลังบินอยู่บนท้องฟ้า จึงต้องพึ่งบอร์ดภาพซึ่งเตรียมมาเพื่อโอกาสนี้โดยเฉพาะตามที่ตกลงกันไว้แต่แรก รวมไปถึงเครื่องบินจำลองลำจิ๋ว เพื่อประหยัดเวลาในการถ่ายทำไปในตัว

ฉากของซูรูกะ, กลุ่มบลูชิพ, มากิ และบอย เสร็จสมบูรณ์ก่อนกำหนดการที่วางไว้ เหลือเพียงฉากของ “เคนอิชิ มัตสึยาม่า” และ “โบกุโซ มาซานะ” เท่านั้น ซึ่งทั้งคู่ต้องเรียนรู้การขับเครื่องบินจากนักบินจริง “ผมว่าง่ายกว่าที่คิดนะ” มาซานะกล่าว ในขณะที่มัตสึยาม่าตั้งคำถามกับนักบินมากมาย อย่างไรก็ตาม ระหว่างการถ่ายทำ ก่อนออกจากเครื่องบินทุกครั้ง เขาจะต้องจดจำตำแหน่งเดิมในที่นั่งผู้โดยสารให้แม่นยำ เพื่อความต่อเนื่องไปตลอดทั้งฉาก (ต้องถ่ายทำในสตูดิโอต่ออีกหนึ่งวัน)

หลังจากนั้น จะถึงการถ่ายทำช่วงแอ็คชั่นของมัตสึยาม่า ซึ่งต้องกระโดดลงมาจากหลังรถที่กำลังแล่น และวิ่งต่อไปอีกเต็มอัตราเร่ง เขาแสดงดีมาก ทุกคนพร้อมใจกันปรบมือให้ ยิ่งไปกว่านั้น มัตสึยาม่ายังต้องวิ่งไปพร้อม ๆ กับรักษาท่าทางคล้ายหลังค่อมไว้ ในขณะที่อุณหภูมิของวันก็สูงถึง 40 องศา เรียกว่าต้องใช้ความแข็งแกร่งทางร่างกายมากขึ้นไปอีก

ผู้กำกับฯ นากาตะวางรายละเอียดในส่วนของตัวประกอบไว้เรียบร้อยตั้งแต่อยู่ที่ญี่ปุ่น พวกเขาตระหนักดีว่ามีช่วงเวลาให้แสดงแค่เพียงสั้น ๆ แต่ช่วงเวลาเหล่านั้นล้วนสำคัญต่อนากาตะมาก ที่สำคัญ พวกเขาคือผู้สร้างความสมจริงให้เกิดขึ้นในภาพยนตร์

การถ่ายทำมาถึงช่วงที่น่าสนใจที่สุด กับฉากตื่นตระหนกบนจัมโบเจ็ต ซึ่งถ่ายทำกันในสตูดิโอที่กรุงเทพฯ เพื่อให้เครื่องบินสั่นอย่างสมจริง ผู้คุมกล้องจะต้องวิ่งไปมาพร้อมกับชุดอุปกรณ์แฮนดี้แค็ม ส่วนลูกทีมฝ่ายแสงจะต้องช่วยกันเขย่าไฟที่จัดไว้นอกหน้าต่าง มาถึงวันสุดท้ายที่มัตสึยาม่าจะได้อยู่หน้ากล้อง เขาผ่านประสบการณ์แอ็คชั่นดุเดือดเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่ผ่านพ้นวันเวลาเหล่านั้นไปด้วยความพึงพอใจจนจบ “ตอนที่เราถ่ายทำฉากที่สวยที่สุด ฉากที่แอลค่อย ๆ เลือนหายไปกับแสงอาทิตย์อัสดง วันนั้นอากาศดีมาก ท้ายที่สุด มัตสึยาม่าก็กลายเป็น มิสเตอร์ ซันไชน์” เรียว โคซุจิ ผู้คุมงานประชาสัมพันธ์ทวนความจำ ทว่าตกดึก ฝนตกหนัก การถ่ายทำที่เหลือจึงเลื่อนออกไป ก่อนจะต้องเร่งรีบให้จบเร็วกว่าเดิม

ฉากของมัตสึยาม่าผ่านไปแล้ว แต่ยังเหลือส่วนที่ต้องถ่ายเพิ่ม คือฉากไบโอโทป เอเดน ระหว่างการสำรวจโลเกชั่นในเมืองไทย ผู้กำกับฯ นากาตะ และผู้ออกแบบงานสร้าง “ยานาอิ” พบกำแพงดำทะมึนในสตูดิโอที่กรุงเทพฯ ซึ่งทั้งสองเห็นพ้องกันว่าเหมาะกับภาพของไบโอโทป จึงตัดสินใจถ่ายทำหลาย ๆ ฉากตรงนั้น

ไบโอโทปมีขึ้นเพื่อแสดงวัฏจักรของธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสัญลักษณ์ของคุโจและองค์ประกอบหลักของกลุ่มบลูชิพ ด้านหน้าเป็นสวนดอกไม้งดงาม แต่ลึกเข้าไปมีแต่ความผุพังปรากฎให้เห็นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เสมือนตีแผ่สถานการณ์ที่เริ่มจากเล็ก ๆ ก่อนจะขยายใหญ่ซับซ้อนจนไปเกี่ยวพันกับอนาคตของโลก เมื่อฉากกระตุ้นความนึกคิดเหล่านี้เป็นรูปเป็นร่างดังใจหมาย การถ่ายทำ L change the World ก็เสร็จสิ้นลงโดยสมบูรณ์




เขียนโดย


23 มกราคม 2551


 
ความคิดเห็นที่ 42 : amth 2010.06.21 | 16:12
รายได้มากกว่า 20,000 บ/ด และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดชีพ !!
http://www.shoppingmall-21.tk

ความคิดเห็นที่ 41 : 1221 2010.03.10 | 13:12
ตอนนั้นฉันคลั่ง L มากมาย
555

ความคิดเห็นที่ 40 : Ordinary G 2010.02.26 | 06:35
สับสน วกวน

งงเป็นที่สุด


ความคิดเห็นที่ 39 : nuing 2009.11.27 | 08:56
ชอบแอล

ความคิดเห็นที่ 38 : SHiio 2009.04.04 | 12:41

ความคิดเห็นที่ 37 : amorn8436 2009.03.19 | 15:11
หนุกดีอ่ะชอบบๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 36 : minmin_sung 2009.03.02 | 22:36
อ๊าก

ชอบๆๆแอลๆ

ความคิดเห็นที่ 35 : YounIn 2009.02.12 | 16:18
Love L


ริวซากิ... ^ ^





ตอนจบ ม่ อยาก ให้ ตาย เลย


หือๆๆ

ความคิดเห็นที่ 34 : sauwanee 2009.01.30 | 12:23

ความคิดเห็นที่ 33 : loveliness_tilly 2009.01.17 | 19:31
น่ะ L

ความคิดเห็นที่ 32 : onnaka555 2008.12.25 | 11:05

ความคิดเห็นที่ 31 : EunMin 2008.11.08 | 08:16
LLLL

ความคิดเห็นที่ 30 : littlelovehongki 2008.10.07 | 11:02
แอลแอลแอล

ความคิดเห็นที่ 29 : yunnam 2008.09.15 | 12:36
ชอบเอลอ่ะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 28 : ice-loei 2008.09.01 | 17:17

ความคิดเห็นที่ 27 : ice-loei 2008.09.01 | 17:16

ความคิดเห็นที่ 26 : ice-loei 2008.09.01 | 17:11
น่าดูจัง

ความคิดเห็นที่ 25 : maiize 2008.07.10 | 22:24
love L & death note สุดๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 24 : mymilk123 2008.07.05 | 22:04
อิอิ

ความคิดเห็นที่ 23 : vun_y0001 2008.07.04 | 20:04
ชอบแอลที่สู้ดดด

ความคิดเห็นที่ 22 : สราวดี 2008.03.23 | 14:40
เราไปดูมาแล้ว หนุกมากเลย

ความคิดเห็นที่ 21 : kenta49018 2008.02.22 | 15:16
ชอบแอลมากมายครับผม
เท่อะครับ

ความคิดเห็นที่ 20 : Piya_hero 2008.02.11 | 20:38
หนุกมากมาก
ไปดูมาแล้ว
สุดยอดไปเลย
ซึ้งกินใจจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 19 : tor33551 2008.02.11 | 14:06
เราดูแล้วโครตสนุกเยยยย

ความคิดเห็นที่ 18 : แอลกิ๊กช้านนน 2008.02.11 | 08:55
อ้ากๆ แอลน่าร๊ากๆๆๆ

อยากดูจัง

ความคิดเห็นที่ 17 : Maple_mp 2008.02.06 | 16:35
ความคิดเห็นที่ 7 อ่ะ เราเข้าไปก็ไม่เห็นจาต้องใส่รหัสอะไรเลยนี่นา เว็ป www.L-movie.jp หรือก็คือเว็ปเดียวกับที่เอามาให้นั้นล่ะ เข้าไปก็แค่กดตรงตัวเลือก ไม่เห็นจาต้องใส่รหัสอะไรเลย

ความคิดเห็นที่ 16 : Maple_mp 2008.02.06 | 16:31
เหอๆๆ อยากดูแต่ดูม่ายด้าย เพราะสอบวันที่ 11 กุมภาแล้ว ต้องอ่านหนังสือ แล้วก็สอบอีกวันที่ 14 (วาเลนไทน์พอดี) แล้วก็ 20 ซึ่งประมาณนั้นหนังคงเลิกฉายไปนานแล้ว ต้องรอซีดีซะแล้ว เหอๆๆ

ความคิดเห็นที่ 15 : pumpuy 2008.02.05 | 22:18
นั่นสิเคนจังมาไทยตอนไหนอ่า ปิดเงียบเลย อยากเห็นเคนจังสุดหล่อ น่ารัก แล้วจะเข้าฉายที่ไทยวันไหนอ่า อยากดูใจจะขาดแล้ว

ความคิดเห็นที่ 14 : Hot_pot 2008.02.03 | 23:00
ไม่พลาดแน่นอนไปดูแน่ๆ

ความคิดเห็นที่ 13 : nazuki 2008.02.02 | 22:35
เคนจังมาไทยด้วยหรอ


ชื่อ
:

อีเมล์:
เว็บไซต์ :
ของเล่น : smilie  smilie  smilie  smilie  smilie  smilie
smilie  smilie  smilie  smilie  smilie  smilie
smilie  smilie  smilie  smilie  smilie  smilie
smilie  smilie  smilie  smilie  smilie  smilie
ความคิดเห็น :
รหัสยืนยัน :
(หากใส่รหัสไม่ถูกต้อง ความเห็นจะไม่ถูกเพิ่มเข้าระบบ)
หากคุณไม่ต้องการกรอกรหัส มาเป็นสมาชิกกับเราสิ คลิกเลย!
 




  1  2   

 


ภาพยนตร์ประเทศ

L change the WorLd
แอล เชนจ์ เดอะ เวิล์ด

ค่าย บริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส จำกัด

ชื่อภาษาไทย สมุดโน้ตสิ้นโลก

เว็ปไซด์ www.L-movie.jp

ภาพยนตร์แนว ระทึกขวัญ

จากประเทศ ญี่ปุ่น

กำหนดฉาย 9 กุมภาพันธ์ 2551 (ฉายพร้อมกันทั่วโลก!!!)

ณ โรงภาพยนตร์ ทุกโรงภาพยนตร์

จุดเด่น - ผลงานจาก “ฮิเดโอะ นากาตะ” (Dark Water, The Ring กวาดรางวัลมาแล้วทั่วเอเชียและยุโรป)

- เรื่องราวภาคต่อของภาพยนตร์เรื่อง “Death Note” ที่ไม่มีในฉบับการ์ตูน “Death Note”

23 วันที่เหลือของ “แอล” กับคดีการก่อการร้ายชีวภาพ ที่จะทำให้โลกเปลี่ยนไปตลอดกาล...

- ครั้งแรกของ “แอล” (เคนอิชิ มัตสึยาม่า) ที่ต้องคลี่คลายคดีด้วยตัวเอง กับฉากแอ็คชั่นที่เสี่ยงอันตราย

- สาวน้อยหน้าใสวัย 13 ปี “ฟูคูดะ มายูโกะ” ได้รับการคัดเลือกจากเด็กกว่า 300 คน เพื่อรับบท

“มากิ” ผู้ครองกุญแจสำคัญในการไขคดีครั้งนี้ (เธอยอมตัดผมสั้นเพื่อรับบทนี้โดยเฉพาะ)

นักแสดง “เคนอิชิ มัตสึยาม่า” (รับบท แอล, Nana, Shindo), “ยูคิ คูโด” (จาก Memoirs of a Geisha และ Rush Hour 3), “มาซาโนบุ ทากาชิมะ”, “คิโยทากะ นาบาร่า” (Death Note ทั้ง 2 ภาค) และ นักแสดงดาวรุ่งวัย 13 ปี “ฟูคูดะ มายูโกะ” (Kamikaze Girls)

ผู้กำกับ ฮิเดโอะ นากาตะ (Dark Water, The Ring)

จัดจำหน่าย ค่ายภาพยนตร์ Fuji TV, Warner Bros JP

เรื่องย่อ

หลังจาก “แอล” (เคนอิชิ มัตสึยาม่า) ปิดคดีคิระไปแล้ว แต่แอลยังมีคดีร้ายแรงหลงเหลือให้ต้องสะสาง ในเวลาที่เหลืออีกเพียง 23 วัน และเป็นครั้งแรกที่แอลต้องสะสางคดีเพียงลำพังโดยปราศจากคู่หูรู้ใจอย่าง “วาตาริ” (ชุนจิ ฟูจิมูระ) เมื่อเด็กหญิง “มากิ” ผู้ถือครองกุญแจสำคัญในการไขคดีปรากฎตัวขึ้น แอลต้องตกที่นั่งลำบากในการคอยคุ้มกันเด็ก ๆ ให้ปลอดภัย

จากเดิมที่แอลเคยใช้เพียงสมองไขคดีต่าง ๆ ผ่านจอมอนิเตอร์ กลับต้องออกมาจัดการด้วยตัวเองแบบตัวต่อตัวเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย... ผู้ครอบครองอาวุธร้ายจากฝีมือมนุษย์ “มัจจุราช” (เดธ ก๊อด) ได้กล่าวประโยคเดียวกับคิระว่า... “ฉันจะเปลี่ยนโลกใบนี้”!!! จะเกิดอะไรขึ้นกับแอล? สิ่งใดในโลกจะเปลี่ยนไป? 23 วันสุดท้าย...อันแสนสับสนวุ่นวาย ซึ่งแม้แต่แอลเองก็ไม่อาจสามารถกำหนดได้! อะไรกำลังรอเขาอยู่...การนับถอยหลังอันแสนจะตื่นเต้นเร้าใจกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้!!!




 


บทความรีวิวภาพยนตร์ทุกบทความ ได้รับการคุ้มครองทางกฏหมาย หากผู้ใดมีความประสงค์นำไปใช้งาน ในด้านการค้า กรุณาติดต่อกับผู้จัดทำ

ทั้งนี้มีข้อยกเว้นในการ นำไปจัดพิมพ์เพื่อการศึกษา หรือเก็บไว้ในในการส่วนตัว


ไม่มีภาพแกลลอรี่










 


Welcome to Pingbook Entertainment : Listen Online Music, MV, Korea, Japan, Travel, Hotel, Asian Entertainment, K-Dramas, DVD, Movies, Review and Asian News Online Music Listen : All you need for Korean Music, Japan Music, China Music Online Music Video (MV) : One stop point to bring some asian stuff to your home Explorer Asian Entertainment news about stars movies drama etc. Read in-depth review about Asian Movies such as K-Movies, J-Movies, Thai Movies and Hollywood Check out Asian Star profiles such as Dong Bang Shin Ki, TVXQ, Rain and more Shop some asian stuff Explorer the large Asian Entertainment Network include media files and Travel or reserve hotels in seoul, korea and japan