(รีวิวนี้ไม่มีเนื้อเรื่อง ผู้ที่ยังไม่ได้ชมภาพยนตร์สามารถอ่านได้)
DEATH NOTE 2 : The Last Name (อวสานสมุดมรณะ) ผมและทีมงานได้มีโอกาสเข้าไปนั่งชมในรอบพรีเมียร์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สำหรับภาคนี้เป็นภาคจบของ DEATH NOTE สมุดโน็ตกระชากวิญญาณ สำหรับในภาคต่อนี้ เนื้อเรื่องจะมีความสลับซับซ้อนมากเพียงใด ตัวละครมีมิติมากขึ้นแค่ไหน สามารถติดตามอ่านรีวิวได้จากเราเลยครับ
ภาพยนตร์ยังคงเปิดฉากด้วย การย้ำถึงความมีอำนาจของสมุดโน็ตกระชากวิญญาณเล่มนี้ ด้วยการเล่าเรื่องผ่านตัวละคร คิระ คนที่สอง การผูกเรื่องที่ดีตั้งแต่ภาคแรกทำให้เพิ่มความเข้าใจในตัวละครมากขึ้น ถึงแม้ใน DEATH NOTE ภาคแรกนั้น ผมขอเรียกว่าเป็นการเรียกน้ำย่อยจะเหมาะกว่า เพราะจะเน้นการปูพื้นตัวละครเป็นหลัก อย่างเช่น ไลท์ คิระคนที่หนึ่ง ในภาคแรกตัวภาพยนตร์เองพยายามทำให้ผู้ชมเข้าใจว่า มุมมองความคิดของเขานั้นเป็นอย่างไร ระหว่าง "โลกปัจจุบัน" และ "โลกในอุดมคติ" ที่เขาอยากสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของเขา

ส่วนแอล นักสืบที่ไม่มีคดีใดในโลกที่เขาปิดไม่ได้ การปูพื้นถึงบุคลิกตัวละครให้ดูน่าสนใจ ในความอัจฉริยะของเขา ประกอบกับการปรับเปลี่ยนทัศนะคติของผู้คนที่อยู่รายรอบแอลให้เข้าใจในมุมมองของเขา ก็เรียกได้ว่าฉาบพื้นกันมาแบบเนียนจนไร้ที่ติ นั่นทำให้ความมันส์ล้วนๆ จะถูกสาดลงใน DEATH NOTE 2 ได้อย่างสมใจผู้กำกับคนนี้ ชูสุเกะ คาเนโนะ ถ้าให้ผมดูไม่ผิด เขาพร้อมอยู่แล้วที่เตรียมละเลงความมันส์ เอากันแบบไม่ต้องหายใจหายคอ เรียกได้ว่าภาคสองนี้ลุกไปเข้าห้องน้ำแค่ 3 นาที รับรอง เหวอ !!
ภาพยนตร์ DEATH NOTE ในภาคนี้ "อัด" เอา "มิติ" และ "เงื่อนงำ" รวมไปถึง "การตลบหลัง" ได้อย่างครบเครื่องแบบสุดเหวี่ยง อีกทั้งตัวละครใหม่ๆที่เข้ามาสร้างสีสัน และเติมเต็มให้ภาค 2 นี้เป็นภาพยนตร์ที่ผมขอเรียกว่า "สุดยอดภาพยนตร์แนวสืบสวนสอบสวน" ที่พลิกไปพลิกมาจนคาดเดาไม่ถูก จนกว่าฉากสุดท้ายจะปิดลง ถ้าจะให้เปรียบเทียบภาพยนตร์ DEATH NOTE สองภาคนี้อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าภาคแรกนั้นเหมือนเป็นแค่การ "เกริ่น" ให้ผู้ชมเกิดความ "กระหาย" ในการชมภาคต่อกันอย่างถึงที่สุด และเราก็โชคดีอย่างมาก แค่ช่วงเวลา 2 เดือนเราก็ได้ชมภาพยนตร์ 2 ภาคจบอย่างสมบูรณ์ นั่นทำให้เราเห็นความแตกต่างระหว่างสองภาคนี้ชัดเจนมากขึ้น... ถ้าผมแบ่งภาพยนตร์สองภาคนี้ออกมาเป็น 4 ภาคได้แล้วล่ะก็ ... ภาคแรกรับไป 1 ตอน ส่วนภาคสอง อัดเข้าไปเต็มๆ 3 ตอนรวด !!

ด้วยการดำเนินเรื่องที่กระชับ ฉับไว และไม่หยุดเวลาให้คุณได้พักหายใจ จนในช่วงท้ายๆ ภาพยนตร์พยายาม "เร่งเนื้อเรื่องที่กองไว้อยู่อย่างมโหฬารให้จบ !!" มากเกินไปด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าคนไม่เคยอ่านการ์ตูน DEATH NOTE มาก่อน อาจจะอึ้งๆ กับบทที่ผูกไว้อย่างซับซ้อน ซ่อนเงื่อน และการคลี่คลายปมของตัวละครที่สลับผลัดเปลี่ยน ชิงไหวชิงพริบ กันอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว แค่ตัวละครที่เป็น "มนุษย์" ก็เล่นเอาเรามึนไปชั่วขณะหนึ่ง แต่ตัวละคร ที่เป็น "ยมฑูต" ในภาคนี้ก็มีมิติ อารมณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้นกว่าภาคแรกมาก อารมณ์ของความรัก อารมณ์แห่งความเกลียด ความกลัว และความสะใจ เพิ่มทวีคูณอย่างรุนแรง จนพวกเราก็ไม่อาจจินตนาการได้
คิระ... สาม นักฆ่า ในมิติที่แตกต่าง ดูเหมือนผู้กำกับจะพยายามบอกกับพวกเราว่า ถึงแม้ว่าคิระจะมี 3 คน แต่มุมมองและแนวคิดของตัวละครนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง และนั่นเองก็ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องยากสำหรับผู้สร้าง แต่ถ้าเขาทำสำเร็จมันจะเป็นจุดเด่นที่ยอดเยี่ยม สลัดเอาความน่าเบื่อในตัวคิระได้อย่างสิ้นเชิง มีทั้งคิระที่อยากให้สังคมสงบสุข แต่แฝงตัวด้วยความร้ายกาจที่บางทีก็ทำให้ยมฑูตผวาได้ คิระที่ไม่ต้องการสิ่งใดนอกจากความรัก คิระที่ใช้ชีวิตคนแลกมาซึ่งลาภยศราวกับผักปลา เมื่อเกิดการผสมผสานในมิติของตัวละครที่หลากหลาย ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สนุกมากขึ้นไปอีกเป็นหลายเท่าตัว
แอล... รอยยิ้มที่ปกปิดเงื่อนงำ และ การพลาดเพียงครั้งเดียวก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยน ... สำหรับแอลในภาคนี้นั้น เพิ่มการแสดงสีหน้าเข้ามามากอย่างน่าตกใจ ในภาคแรกตัวละครดูสุขุมนุ่มลึกเป็นอย่างมาก แต่ภายหลังจากสองอัจฉริยะเข้ามาอยู่ร่วมถ้ำเดียวกัน การให้สีหน้าปกปิดความจริงบางอย่าง ก็กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องพกติดตัวเอาไว้ "ถึงแม้ว่าตัวจริงเขาจำไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลยก็ตาม" การตลบหลังที่มีอยู่ตลอดการเล่าเรื่อง จนบางทีก็เล่นเอาคนดูอึ้งกันไป ยิ่งทำให้พวกเราอยากติดตามดูอย่างใกล้ชิดจนกว่าจะถึงวินาทีสุดท้ายของภาพยนตร์
ความรักถูกฉาบตัวละครอย่างเอิบอิ่ม ... ถึงแม้ว่าเรื่องราวที่ผมเล่ามาอาจจะดูจะโหดร้าย และเต็มไปด้วยความรุนแรง แต่ถ้าสังเกตดีๆ ในภาพยนตร์ภาคต่อนี้ "ความรัก" ได้ถูกชโลมห่อหุ้มตัวละครหลายๆ ตัวไว้ได้อย่างแนบเนียนจนบางทีผู้ชมแทบจะไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำ แต่ทำไมหลังจากภาพยนตร์จบเราถึงมีความรู้สึกเหล่านั้นได้ ความรักที่ทุกคนมีให้กัน ผ่านตัวละครไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ น้อง แอล ไลท์ มิสะมิสะ หรือแม้แต่ยมฑูตเองก็ตามทีเถอะ !!! จนอาจจะเรียกได้ว่า DEATH NOTE 2 เป็นหนังสืบสวนสอบสวน ฆาตรกรรม ที่ถูกชุ่มโชกไปด้วยความรักที่แปลกที่สุดเลยก็ว่าได้

โปรยเสียงหัวเราะบนแผ่นฟิล์ม ... แค่ความรักมันยังไม่พอ !! ภาพยนตร์เรื่อง DEATH NOTE 2 สอดแทรกมุขตลก เอาไว้ตลอดทั้งเรื่อง จนเรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดเวลา มันทำให้ความรู้สึกที่เหมือนถูกกดทับด้วยของหนักๆ จากการ ฆ่า ฆ่า ฆ่า ของเหล่าคิระ ได้ถูกปลดเปลื้องพันธนาการจนเบาราวกับปุยนุ่น เพื่อพร้อมรับเรื่องราวต่อๆ ไปของภาพยนตร์ที่เตรียมเล่าผ่านแผนฟิล์มมาแบบไม่มีหยุดยั้ง ก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับ ดูภาคนี้ภาคเดียว เหมือนดู 3 ภาค !!!!!
ชูสุเกะ คาเนโกะ ชื่อ ผู้กำกับคนนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่า การทำภาพยนตร์ที่เปี่ยมไปด้วยความน่ากลัว แต่ถูกห่อหุ้มด้วยความรักนั้นเป็นเช่นไร เรื่องราวที่ถูกขมวดปมไว้อย่างแน่นหนาค่อยๆคลี่คลายจนถึงที่สุด แต่เขาก็ยังไม่ยอมให้มันจบลงง่ายๆ มีการพลิกเรื่องราวกันไปมา จนถึงวินาทีสุดท้าย ผมว่านี่แหละจะเป็นเสน่ห์ที่ DEATH NOTE 2 : THE LAST NAME จะติดตาตรึงใจผู้ชมไปอีกนานแสนนาน และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นภาคจบ ที่ปิดฉากลงได้อย่างสมบูรณ์แบบ นิ่ง เงียบ แต่ดูมีพลังและผลักดันให้ผู้คนใช้ชีวิตต่อไปในโลกแห่งความจริงนี้ได้อย่างทีเลยทีเดียว